Home » 3 เกณฑ์พิจารณาการ ขอสินเชื่อธนาคาร แบบไหนมีผลกระทบหากผู้กู้มีหนี้บัตรเครดิต

3 เกณฑ์พิจารณาการ ขอสินเชื่อธนาคาร แบบไหนมีผลกระทบหากผู้กู้มีหนี้บัตรเครดิต

3 เกณฑ์พิจารณาการ ขอสินเชื่อธนาคาร แบบไหนมีผลกระทบหากผู้กู้มีหนี้บัตรเครดิต

slotxo

สำหรับท่านใดที่เวลานี้กำลังจะทำเรื่อง ขอสินเชื่อธนาคาร แต่มีความกังวลใจว่าจะขอกู้ผ่านหรือไม่ โดยเฉพาะตัวเองมีหนี้ผ่อนเครดิตอยู่ด้วยจะทำเรื่องขอกู้ผ่านหรือไม่วันนี้ท่านผู้อ่านจะรู้จักเกณฑ์พิจารณาให้สินเชื่อของธนาคารหากท่านมีหนี้บัตรเครดิต แบบไหนผ่านแบบไหนไม่ผ่าน

xoslot

1.ผู้กู้มีวงเงินบัตรเครดิตสูงหลายใบเกินไป
สำหรับท่านที่ทำเรื่องขอกู้เงินหากท่านมี บัตรเครดิตหลายใบ และในแต่ละใบยอดวงเงินของบัตรสูงเกือบทุกใบแทบจะปิดประตูขอกู้ไปได้เลย นั้นก็เพราะว่าธนาคารจะมองว่าผู้กู้มีโอกาสสูงมากๆที่จะผ่อนไม่ไหวและมีโอกาสก่อหนี้เพิ่มในอนาคตเนื่องจากเจ้าของบัตรเป็นคนที่มีรายได้แบบเดือนชนเดือนสุดท้ายอาจจะผ่อนบัตรไม่ไหวในที่สุด จึงโดนปฏิเสธสินเชื่อเป็นส่วนมาก แต่หากผู้ขอสินเชื่อที่มีบัตรเครดิตหลายใบ แต่ใช้ไม่ทุกใบและก็ทำการชำระหนี้บัตรเต็มตามจำนวนตรงเวลาเสมอโดยแต่ละเดือน ทำให้ บัญชี ขาเข้ากับขาออก สมดุลก็มีโอกาสที่จะไม่โดนปฏิเสธสินเชื่อ
หลายคนมีบัตรเครดิตมากกว่า 1 ใบ ถ้าจัดการรายจ่ายจากบัตรเครดิตเหล่านั้นได้ก็โชคดีไปไม่ต้องมีหนี้บัตรเครดิตกวนใจ แต่กับบางคนที่เป็นหนี้บัตรเครดิตชีวิตอาจจะหน่วง ๆ หน่อย เพราะรายได้ที่มีก็ต้องหามาใช้หนี้ ไม่มีอิสรภาพทางการเงินเสียเลย แต่ไม่ต้องหมดกกำลังใจเพราะเราสามารถเอาหนี้เหล่านั้นออกจากชีวิตของเราได้แค่มีเทคนิคการเคลียร์หนีบัตรเครดิตและจัดการการเงินให้ดี
หยุดสร้างหนี้เพิ่ม
ปัญหาส่วนใหญ่ของคนที่มีหนี้บัตรเครดิตมาจากการใช้จ่ายเกินรายได้ เมื่อรายได้ไม่พอจึงต้องสร้างหนี้ใหม่เพื่อให้พอกับรายจ่ายที่ไม่ลดลง จนทำให้หนี้งอกเป็นดินพอกหางหมู ปัญหาหนี้สินที่มีจึงไม่ได้รับการแก้ไขเสียที ดังนั้นเมื่อเริ่มรู้ตัวว่าเป็นหนี้บัตรเครดิตแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือสำรวจยอดหนี้ทั้งหมดและเริ่มที่จะปลดหนี้ โดยการงดสร้างหนี้เพิ่มเติม งดรูดบัตรอย่างจริงจัง เพื่อทยอยชำระหนี้เก่าที่มีอยู่
หยุดจ่ายค่างวดบัตรเครดิตขั้นต่ำ
คนที่ใช้บัตรเครดิตเป็นประจำต้องทราบว่าอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตนั้นสูงมากและคิดเป็นรายเดือน จนดูเหมือนว่ายอดหนี้คงเหลือแทบไม่ลดลงเลยถ้ายังชำระขั้นต่ำ ดังนั้นหลักการสำคัญในการเคลียร์หนี้บัตรเครดิตที่ทุกคนต้องทำ คือ คุณต้องจ่ายมากกว่าขั้นต่ำ และพยายามชำระหนี้สินที่มันงอกเงยออกมาให้หมดโดยเร็วที่สุด เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายโดยรวม
ทยอยชำระหนี้อย่างสม่ำเสมอ
เมื่อเริ่มจากหยุดชำระหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำ ต่อมาก็ต้องทยอยเคลียร์หนี้บัตรเครดิตที่คงค้างให้หมดไป โดยพยายามลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น จัดการแบ่งสัดส่วนรายรับให้ดี และต้องกันส่วนที่ต้องชำระหนี้ออกมาต่างหาก เพื่อที่จะได้มีเงินจ่ายหนี้ได้ตลอดจนหมด
รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต
การรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตเป็นวิธีเคลียร์หนี้บัตรเครดิตที่ช่วยปลดหนี้ได้จริง ลดภาระดอกเบี้ยลงได้ และช่วยปรับโครงสร้างหนี้ให้จัดการง่ายยิ่งขึ้น เหมาะกับคนที่มีบัตรเครดิตหลายใบ หรือคนที่ต้องจ่ายหนี้บัตรเครดิตดอกเบี้ยสูงและต้องการที่จะขอลดอัตราดอกเบี้ยลง โดยทั่วไปจะให้วงเงินถึง 5 เท่าของรายได้ (แต่ไม่เกิน 1 – 2 ล้านบาท) โดยที่ไม่ต้องใช้หลักประกันใด ๆ และต้องการลดภาระผ่อนต่อเดือนลง สามารถผ่อนชำระได้ตั้งแต่ 12 – 72 เดือน (แล้วแต่โครงสร้างของแต่ละธนาคาร)
รักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด
เทคนิคข้อสุดท้ายทำไม่ยากแต่ต้องตั้งใจจริงและรับรองผลเลยว่าจะปลดหนี้บัตรเครดิตได้อย่างแน่นอน รู้จักใช้จ่ายอย่างเหมาะสม แบ่งสัดส่วนการใช้เงินอย่างเป็นระบบ เพียงเท่านี้ก็สามารถเคลียร์หนี้บัตรเครดิตได้โดยใช้เวลาไม่นาน อย่างไรก็ตามเมื่อเคลียร์หนี้เรียบร้อยแล้วก็ควรรักษาวินัยทางการเงินนี้ไว้ เพื่อที่ชีวิตการใช้เงินจะได้ไม่กลับไปวนลูปเดิมจนเป็นหนี้บัตรเครดิตอีก

เครดิตฟรี

2.มียอดค้างชำระในบัตร
สำหรับท่านที่ทำเรื่องขอกู้เงินหากผู้กู้เคยมีประวัติค้างชำระกับบัตรเครดิตบ่อยๆในระยะเวลา 6-8 เดือนที่ผ่านมาหรือเคยโดนฟ้องร้องดำเนินคดี หากเคยโอกาสขอสินเชื่อเป็นศูนย์ ดังนั้นทางที่ดีหากจะทำเรื่องขอสินเชื่อภายใน 1-3 ปีนั้นผู้กู้ไม่ควรมีประวัติค้างชำระกับบัตรเครดิต แต่ถ้าผู้กู้เคยมีประวัติการปฏิเสธอในการนุมัตืสินเชื่อของธนาคารก็จะยากมากขึ้นตามลำดับ
3.ยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตเต็มวงเงินทุกเดือน
สำหรับท่านที่ทำเรื่องขอกู้เงินหากผู้กู้มียอดใช้จ่ายบัตรเครดิตเต็มวงเงินทุกเดือนโอกาส โดนปฏิเสธสินเชื่อสูง เพราะธนาคารจะต้องการให้สัดส่วนภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนของผู้กู้ ต้องไม่สูงเกินกว่า 60-70% ของรายได้รายเดือน โดยมีหลักการคิดคือ หัก10% ในส่วนภาระที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนของวงเงินกู้แต่ละใบ และเมื่อคำนวนดูแล้วแต่ละเดือน ต้องไม่เกิน 60-70% ของรายได้ หรือบางธนาคาารถึงแม้ผู้กู้จะไม่มีประวัติค้างชำระในบัตรเลยก็ตามแต่ยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตเต็มวงเงินทุกเดือน ธนาคารก็จะปฏิเสธอนุมัตืสินเชื่อทันทีเช่นกันเพราะธนาคารประเมิณว่าท่านมีโอกาสก่อหนี้เพิ่มและอาจทำให้ไม่สามารถผ่อนไหวในที่สุดนั้นเอง
คุณสมบัติของผู้ขอกู้สินเชื่อ (Character)
คุณสมบัติส่วนตัวของผู้ขอกู้สินเชื่อนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญ ในการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารหรือสถาบันการเงิน โดยตัวผู้ขอกู้สินเชื่อจะต้องมีอายุที่อยู่ในเกณฑ์การอนุมัติคือ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป หากมีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ผู้กู้อาจจะยังไม่เป็นผู้ที่สามารถสร้างรายได้ได้ด้วยตัวเอง อาจจะไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ และต้องมีอายุไม่เกินกว่า 60 ปี หากเกินกว่านี้ธนาคารหรือสถาบันการเงินจะถือว่าคุณอยู่ในช่วงวัยเกษียณและเป็นผู้ไม่มีรายได้ (แม้ว่าในความเป็นจริงคุณจะทำงานอยู่ก็ตาม) โดยหลักเกณฑ์สากลในการขอกู้สินเชื่อว่าจะผ่านหรือไม่นั้นคือ การนำอายุของผู้กู้มารวมกับระยะเวลาที่ขอกู้ หากเกินกว่า 60 ปี (หรือสูงสุด 65 ปี) จะถือว่าผู้ขอกู้ไม่ผ่านเกณฑ์การอนุมัติ
นอกจากในเรื่องของอายุแล้ว อาชีพหน้าที่การงานของผู้ขอกู้สินเชื่อ ก็เป็นอีกส่วนสำคัญในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อของธนาคารและสถาบันการเงินต่าง ๆ เพราะหากแม้ผู้ขอกู้สินเชื่อจะมีอายุที่อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถกู้ได้ แต่หากมีอาชีพไม่เป็นหลักเป็นแหล่งหรือมีอาชีพที่ไม่มีรายได้แน่นอน ก็ถือว่าตัวผู้ขอกู้สินเชื่อไม่มีความน่าเชื่อถือและมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้กลายเป็นหนี้เสียได้
ความสามารถในการชำระหนี้ (Capacity)
นอกจากอายุของผู้ขอกู้แล้ว ธนาคารหรือสถาบันการเงินยังพิจารณาในส่วนของความสามารถทางการเงิน หรือที่เรียกให้เข้าใจง่าย ๆ เลยคือ ความสามารถในการจ่ายหนี้ของผู้ขอกู้สินเชื่อด้วย ว่าจะสามารถชำระหนี้ได้อย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ซึ่งหากคุณขอกู้ในวงเงินที่สูงเกินกว่าความสามารถในการชำระหนี้ โดยพิจารณาจากหนี้สินปัจจุบันของผู้ขอกู้สินเชื่อ ว่าภาระหนี้รวมทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น บัตรเครดิต ค่าผ่อนรถ บัตรกดเงินสด เป็นยอดขั้นต่ำต่อเดือนนั้นเกิน 60% ของรายได้ต่อเดือนที่คุณได้รับหรือไม่? และอัตราการผ่อนชำระสินเชื่อต่อเดือนที่คุณกำลังขอกู้นั้นเกินกว่า 30% ของรายได้ต่อเดือนของคุณหรือไม่? ถ้าหากว่าตรงตามข้อใดข้อหนึ่งที่กล่าวมา ธนาคารหรือสถาบันการเงินก็อาจจะไม่อนุมัติสินเชื่อให้กับคุณ
ที่สำคัญคือ ธนาคารหรือสถาบันการเงินจะเข้าไปตรวจสอบรายงานประวัติเครดิตของคุณ ที่ถูกเก็บบันทึกเอาไว้ที่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ว่าคุณมีประวัติการชำระหนี้ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร มีการชำระล่าช้าหรือผิดนัดชำระหรือไม่? ซึ่งแม้คุณจะผ่านคุณสมบัติทางด้านความสามารถทางการเงินข้างต้น แต่หากมีประวัติว่าเคยค้างชำระหรือเคยชำระล่าช้า ซึ่งไม่มีความน่าเชื่อถือและมีความเสี่ยงต่อการเบี้ยวหนี้ ธนาคารหรือสถาบันการเงินก็จะไม่อนุมัติสินเชื่อให้กับคุณเช่นกัน

สล็อต xo

เงินทุนหรือสินทรัพย์ (Capital)
ธนาคารหรือสถาบันการเงินจะพิจารณา เงินทุน สินทรัพย์ หรือเงินฝากในบัญชีของผู้ขอสินเชื่อ ว่ามีสภาพคล่องมากน้อยแค่ไหน เพราะถือเป็นหลักประกันอย่างหนึ่งและจำเป็นอย่างมากในการขอกู้สินเชื่อธุรกิจ แม้ว่าสินทรัพย์เหล่านี้จะไม่ได้มีเอาไว้เพื่อการชำระหนี้ แต่ก็ถือเป็นแหล่งเงินสำรองที่สามารถนำมาชำระหนี้ได้ ถ้าหากผู้ขอกู้สินเชื่อมีเงินทุน สินทรัพย์ หรือเงินฝาก ในบัญชีในระดับที่มีความน่าเชื่อถือการอนุมัติสินเชื่อก็จะง่ายมากขึ้น เพราะหากมีข้อผิดพลาดใด ๆ เกิดขึ้นทำให้ผู้ขอกู้สินเชื่อไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ธนาคารหรือสถาบันการเงินก็ยังวางใจว่าผู้ขอกู้สินเชื่อยังมีเงินทุน เงินฝาก หรือสินทรัพย์อื่น ๆ มาชำระหนี้แทนนั่นเอง
หลักประกัน (Collateral)
ในการขอสินเชื่อก้อนใหญ่มาก ๆ อย่างสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย อสังหาริมทรัพย์ที่คุณต้องการกู้เงินไปซื้อนั้นจะกลายเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อนี้นั้นก็จะต้องดูที่สภาพคล่องของตัวหลักประกันนี้ด้วย ถ้าหากว่าคุณไม่สามารถชำระหนี้ได้ ทำให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินมีความจำเป็นนำหลักประกันนี้ออกขายสู่ตลาด จะสามารถขายออกไปได้อย่างง่ายดายหรือไม่ คำจำกัดความของหลักทรัพย์ค้ำประกันที่มีสภาพคล่องสูงนั้นก็คือ ที่ดินหรือบ้านจัดสรรที่มีถนนเข้าออกได้สะดวก มีระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ หรือไม่ รวมไปถึงระยะทางไปสู่สถานอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ผู้คนต้องการในการซื้อที่อยู่อาศัยนั่นเอง อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ หากคุณขอกู้ในวงเงินที่เกินกว่าราคาตลาดธนาคารหรือสถาบันการเงินจะไม่อนุมัติสินเชื่อให้กับคุณ เพราะหลักประกันจะต้องสามารถตีค่ากลับมาเป็นเงินทดแทนการชำระหนี้ได้มากกว่าจำนวนหนี้หรือเทียบเท่า
ปัจจัยภายนอก (Conditions)
ในส่วนนี้ จะกล่าวถึงสิ่งที่ผู้ขอกู้สินเชื่อไม่สามารถควบคุมได้ เพราะเป็นปัจจัยภายนอกหรือสภาพแวดล้อมรอบตัวที่มีผลถึงตัวผู้ขอสินเชื่อ เช่น เศรษฐกิจในขณะนั้น ภาวะเงินเฟ้อ หรือปัญหาสงคราม เป็นต้น เหล่านี้ล้วนมีผลกระทบต่อความมั่นคงของการงานและรายได้ของผู้ขอกู้สินเชื่อทั้งสิ้น และถ้าหากว่าผู้ขอสินเชื่อมีปัญหา แน่นอนว่าการชำระหนี้ของผู้ขอสินเชื่อก็จะต้องมีปัญหาตามมาด้วย หากเศษฐกิจในขณะนั้นส่งผลต่อกิจการของผู้ขอกู้สินเชื่อโดยตรงก็ถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นหนี้เสีย เป็นสาเหตุทำให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อให้กับคุณ
กู้เงินไม่ผ่าน เพราะสถาบันการเงินเอง
ในส่วนนี้เป็นอีกส่วนหนึ่งที่อยู่นอกเหนือจากการควบคุมของผู้ขอกู้สินเชื่อ และไม่ได้อยู่ใน 5 Cs ดังที่เรากล่าวไปข้างต้น เพราะเป็นเรื่องภายในของธนาคาร หรือสถาบันการเงินที่คุณไปขอกู้เงิน เนื่องจากสถาบันการเงินแต่ละแห่งนั้นมีนโยบายในการอนุมัติสินเชื่อที่แตกต่างกันออกไป อาจจะอยู่ในรูปแบบข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น จำนวนขั้นต่ำ-สูงสุดในการอนุมัติสินเชื่อ หรือในรูปแบบจำกัดการปล่อยกู้ให้กับหลักประกันบางประเภท เช่น ที่ดินเปล่า ห้องชุด เป็นต้น รวมไปถึงอัตราดอกเบี้ยต่าง ๆ ซึ่งเป็นการออกนโยบายเพื่อลดความเสี่ยงจากหนี้เสียที่เกิดจากผู้ขอกู้สินเชื่อที่เน้นเก็งกำไรหรือลงทุนจำนวนมาก ดังนั้น ควรปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของธนาคารหรือสถาบันการเงินหลาย ๆ แห่งก่อนที่จะตัดสินใจขอกู้สินเชื่อ และเลือกกู้สินเชื่อกับธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ตรงกับความต้องการของคุณที่สุด
[NPC5]ต่อให้ท่านผู้กู้มีหนี้บัตรเครดิตอยู่ก่อนทำเรื่องกุ้ก็สามารถทำเรื่องกู้เงินได้ แต่ต้องอยู่ใน 3 เกณฑ์พิจารณาให้สินเชื่อของธนาคาร ตามข้อมูลที่เราได้แจ้งท่านผู้อ่านไป เพราะธนาคารจะมองดูที่ภาพรวมและวินัยการใช้จ่ายเงินเป็นหลัก ต่อให้ไม่มีการใช้ งานของบัตรในแต่ละเดือนบางธนาคารก็จะหักยอดชำระขั้นต่ำ10% ของวงเงินบัตรเครดิต และ ดูเงินเดือนกับ income อื่นๆที่เข้ามาในบัญชีเราแต่ละเดือนว่าขาเข้า กับ ขาออก สมดุลการเงินดีหรือไม่ยิ่งถ้าภาระหนี้ไม่เกิน 60-70% ของรายได้ ก็ไม่มีปัญหา และอีกเรื่องที่หากไม่ได้คือ ปัจจัย และสถานการณ์ต่างๆในเวลานั้นๆหากเศรษฐกิจไม่มีเกณฑ์การให้สินเชื่ออาจจะยากถึงแม้ว่าภาระหนี้ไม่เกิน 60 ก็ตาม โดยธนาคารส่วนใหญ่ Rate การเงิน และอัตราส่วนจะไม่เท่ากัน ทำให้หลายๆ อาจจะเจอบางแบงค์ให้ไม่เกิน 60% บางแบงค์ให้ 90% ก็มียังมีดังนั้นการเปลี่ยนธนาคารก็มีผลสำหรับการขอสินเชื่อเช่นกัน

lesphrasesde

Back to top