Home » คลัง “ซุกหนี้” ค้างจ่ายแบงก์รัฐ-ประกันสังคมเกือบ 1 ล้านล้านบาท

คลัง “ซุกหนี้” ค้างจ่ายแบงก์รัฐ-ประกันสังคมเกือบ 1 ล้านล้านบาท

คลัง “ซุกหนี้” ค้างจ่ายแบงก์รัฐ-ประกันสังคมเกือบ 1 ล้านล้านบาท

slotxo

8 ปีที่ผ่านมา รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีเงินงบประมาณ (งบกลาง)ในมือมากกว่าทุกกระทรวง โดยใช้ทุกกลยุทธ์ทั้งจัดงบประมาณเพิ่มเติมกลางปี 3 ครั้ง โยกงบฯ ปกติมาเติมงบกลาง รายการสำรองจ่ายฉุกเฉินหรือจำเป็น 5 ครั้ง ยิ่งในปีงบประมาณ 2563 หลังเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาทมากระตุ้นเศรษฐกิจ และเยียวยาประชาชนแล้ว ในปีนี้ยังมีการโยกงบฯ ปกติ 88,453 ล้านบาท มาใส่ไว้ในงบกลางสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ เพื่อสำรองไว้ให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีใช้จ่ายยามฉุกเฉิน แก้ปัญหาโควิดฯ และพิบัติต่างๆ

xoslot

แต่ที่น่าสนใจ ปฏิบัติการโอนงบฯ ปกติปีนี้ มีการโยกงบฯ ชำระหนี้คืนที่รัฐบาลกู้ ซึ่งปีงบประมาณ 2563 จัดงบคืนเงินต้นทั้งหมด 88,780 โดยโยกงบชำระคืนต้นเงินกู้มาจำนวน 35,303 ล้านบาทมาโปะงบกลาง คงเหลืองบฯ ชำระคืนต้นเงินกู้ 53,477 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 1.7% ของวงเงินงบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท ขณะที่กฎหมายวินัยการเงินการคลังกำหนดให้ดำรงสัดส่วนงบฯ ชำระคืนต้นเงินกู้ขั้นต่ำที่ 2.5% ของวงเงินงบประมาณโดยรวมในปีนั้นๆ
ส่วนงบกลาง รายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามกฎหมายกำหนดเพดานการตั้งงบฯ ประเภทนี้ได้สูงสุดไม่เกิน 3.5% ของวงเงินงบประมาณโดยรวมในแต่ละปี ปรากฏว่าการโยกงบฯ ปกติ 88,453 ล้านบาทมาใส่ไว้ในงบกลาง รายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นครั้งนี้ ทำให้สัดส่วนงบกลางต่องบประมาณโดยรวมเพิ่มขึ้นเป็น 5.76% ซึ่งสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด
ดังนั้น ก่อนที่รัฐบาลจะส่ง พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2563 ให้สภาผ่านความเห็นชอบ นายกรัฐมนตรีจึงต้องมานั่งเป็นประธานหัวโต๊ะ เพื่อออกประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ฉบับที่ 3 แก้ไขกรอบวินัยการเงินการคลัง 2 จุด คือ การขยายเพดานงบกลาง รายการสำรองจ่าย กรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จาก 3.5% เพิ่มเป็น 7.5% ของวงเงินงบประมาณโดยรวมในแต่ละปี และปรับลดสัดส่วนงบฯ ชำระคืนต้นเงินกู้ขั้นต่ำจาก 2.5% ลงมาเหลือ 1.5% ของวงเงินงบประมาณ
อย่างไรก็ตามในภาวะหรือสถาการณ์เช่นนี้ การใช้เงินเยียวยาหรือกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ต้องทำ “ไทยพับลิก้า” นำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
COVID-19 กับปัญหาหนี้สาธารณะของไทย

เครดิตฟรี

คราวนี้มาดูตัวเลขหนี้สาธารณะของประเทศไทย ซึ่งเผยแพร่อยู่บนเว็บไซต์สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 มียอดสาธารณะคงค้างอยู่ที่ 7.34 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 44% ของ GDP ที่ผ่านมาก็มีผู้อ่านทางบ้านสอบถามกันมามากว่าหนี้ก้อนนี้ได้นับรวม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทแล้วหรือยัง คำตอบก็คือกำลังทยอยเข้าไปรวมอยู่ในหนี้สาธารณะทันทีที่กระทรวงการคลังมีการกู้เงิน
ปี’63 กู้เพิ่ม 1.49 ล้านล้านบาท
ตามแผนการก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2563 (สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2563) ที่ สบน. นำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2563 คาดว่า ภายในปีงบประมาณ 2563 รัฐบาลจะมีการก่อหนี้ใหม่ หรือ “กู้เงินเพิ่ม” ทั้งสิ้น 1,497,498 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากแผนงานฯ เดิม 603,493 ล้านบาท แบ่งเป็นรัฐบาลกู้เงิน 1,331,677 ล้านบาท รัฐวิสาหกิจกู้ 163,829 ล้านบาท และหน่วยงานรัฐอื่นๆ กู้อีก 1,992 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ส่วนที่เพิ่มขึ้นมา 600,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นกู้เงินภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ที่เหลืออีก 400,000 ล้านบาท คาดว่าจะไปกู้เงินในปีงบประมาณ 2564
หากมีการกู้เงินจนครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ในแผนก่อหนี้ใหม่ 1,497,498 ล้านบาท สบน. คาดว่า หนี้สาธารณะต่อ GDP ณ สิ้นเดือนกันยายน 2563 จะมีสัดส่วนอยู่ที่ 51.84% ถือว่ายังอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายวินัยการเงินการคลังที่กำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่เกิน 60%
สบน. คาดปี’65 หนี้สาธารณะหลุดกรอบวินัยการคลัง
แต่ถ้าดูตามกราฟที่สำนักบริหารหนี้สาธารณะ นำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ จะเห็นได้ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเริ่มทะลุกรอบวินัยการเงินการคลัง (เกิน 60% ของ GDP) ในช่วงปีงบประมาณ 2565 โดยการคาดการณ์ครั้งนี้ ทาง สบน.ใช้ตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีงบประมาณ 2563 จะติดลบ 5.3% และปีงบประมาณ 2564 กลับมาขยายตัว 3.0% ต่อปี แต่ถ้า GDP ติดลบมากกว่าที่ ธปท. ประมาณการเอาไว้ ก็จะส่งผลทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าที่กฎหมายวินัยการเงินการคลังกำหนด

สล็อต xo

และจากการที่รัฐบาลทยอยกู้เงินเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 ถึงปีงบประมาณ 2564 แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดจะอยู่ในระดับต่ำก็ตาม แต่เนื่องจากมีการกู้เงินเป็นจำนวนมาก ย่อมส่งผลทำให้รัฐบาลมีภาระในการจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้น ขณะที่การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลมีแนวโน้มลดลงตามการหดตัวของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิดฯ ส่งผลทำให้สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าที่กฎหมายวินัยการเงินการคลังกำหนดไว้ที่ 35% โดยในปีงบประมาณ 2564 สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ในปีนี้จะอยู่ที่ 21.22% และในปีงบประมาณ 2565 จะเพิ่มเป็น 42.07% หากเป็นไปตามที่ สบน. ประมาณการไว้ คาดว่ารัฐบาลอาจจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายวินัยการเงินการคลังอีกรอบ
[NPC5]นอกจากปัญหาหนี้สาธารณะที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว รัฐบาลมีภาระงบประมาณจากการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ดำเนินโครงการตามนโยบายรัฐในอดีต หรือที่เรียกว่า “ประชานิยม” ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และ SMEs โดยให้แบงก์รัฐสำรองจ่ายไปก่อน และรัฐบาลจะตั้งงบประมาณมาชดเชยให้ในภายหลัง

lesphrasesde

Back to top