Home » ปิดงบฯ ปี’63 คลังกู้ 784,115 ล้าน เกิน พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ?

ปิดงบฯ ปี’63 คลังกู้ 784,115 ล้าน เกิน พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ?

ปิดงบฯ ปี’63 คลังกู้ 784,115 ล้าน เกิน พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ?

slotxo

พิษโควิดฯ กระทบฐานะการคลัง ปิดงบฯ ปี 2563 รายได้หลุดเป้ากว่า 3.3 แสนล้าน คลังกู้ชดเชยขาดดุล 784,115 ล้านบาท เกินกรอบวงเงินกู้สูงสุด ตามกฎหมาย “วิธีการงบประมาณฯ-หนี้สาธารณะ” 72,779 ล้านบาท

xoslot

ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างรุนแรงและรวดเร็วตั้งแต่ต้นปี 2563 จนรัฐบาลต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน สั่งปิดสถานประกอบการหลายประเภท และรณรงค์ให้ประชาชนอยู่บ้าน คนตกงานเป็นจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลต้องจัดงบประมาณลงไปช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดฯ ตั้งเป้าหมายไม่เกิน 3 ล้านคน คนละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือน ขณะนั้นคาดว่าจะใช้งบฯ ทั้งสิ้นประมาณ 45,000 ล้านบาท
ขณะที่งบประมาณปี 2563 มีจำกัด และไม่ได้เตรียมใช้ในการแก้ปัญหาดังกล่าว การเบิกจ่ายเงินเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบโควิดฯ จึงต้องไปเบิกจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น (งบกลางฯ) ซึ่งมีเงินเหลือจ่ายได้แค่ 1 เดือน ทำให้รัฐบาลต้องเร่งออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ 1 ล้านล้านบาท รวมทั้งโยกงบประจำและงบลงทุนในปี 2563 ที่ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น งบสำหรับเดินทางไปราชการต่างประเทศ อบรม สัมมนา เอามาโปะไว้ในงบกลางฯ อีก 88,453 ล้านบาท สำรองไว้ใช้ในการแก้ปัญหาและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด
นอกจากจะเร่งอัดฉีดเงินงบประมาณ และเงินกู้จำนวนมาก เข้าไปบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนแล้ว ยังออกมาตรการการเงินและการคลังช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิดฯ อีก 3 เฟส ที่สำคัญๆ เช่น พ.ร.ก.ให้อำนาจแบงก์ชาติจัดซอฟต์โลน วงเงิน 500,000 ล้านบาท ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยผ่านธนาคารพาณิชย์และแบงก์รัฐลงไปช่วยเหลือ SMEs, มาตรการพักชำระหนี้ทั้งต้นและเดือนเบี้ย 6 เดือน, ขยายระยะเวลาการชำระค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลปี 2562 ออกไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 และเงินได้ครึ่งปี 2563 ขยายเวลาชำระภาษีออกไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2563, ลดอัตรานำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายจาก 3% เหลือ 1.5% ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 30 กันยายน 2563 และเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 15 วัน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการและประชาชน รวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังหดตัว ทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยสภาพัฒน์ฯ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2563 น่าจะหดตัวลงประมาณ 6%

เครดิตฟรี

ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในเดือนมีนาคม 2563 กรมภาษีในสังกัดกระทรวงการคลังทั้ง 3 กรม จัดเก็บภาษีได้ 1,164,730 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ในเอกสารงบประมาณ 36,484 ล้านบาท หรือต่ำกว่าประมาณการ 3% แต่เมื่อนำไปรวมรายได้ของรัฐวิสาหกิจและส่วนราชการอื่นๆ ซึ่งหักการคืนภาษีและจัดสรรรายได้ให้ อปท. (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) แล้ว เหลือรายได้สุทธิ 1,143,571 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 15,572 ล้านบาท หรือต่ำกว่าประมาณการ 1.3% ตามความคาดหมาย เนื่องจากในช่วงที่มีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2563 ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดการแพร่ระบาดของโควิดฯ ดังนั้น การตั้งประมาณการรายได้ของรัฐบาลเพื่อกำหนดเป็นวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปี 2563 จึงตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2563 ขยายตัว 3-4% ต่อปี ขณะที่ตัวเลขประมาณการณ์ล่าสุดคาดว่า-6%
ปี’63 คลังเก็บภาษีหลุดเป้า 3.9 แสนล้าน

สล็อต xo

เมื่อเศรษฐกิจไทยปี 2563 ติดลบ 6% ย่อมส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ซึ่งปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตามภาพรวมเศรษฐกิจที่หดตัว รวม 12 เดือน ทั้งกรมสรรพากร กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร เก็บภาษีได้ 2,475,896 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 394,204 ล้านบาท หรือต่ำกว่าประมาณการ 13.4% แต่เมื่อรวมรายได้ของรัฐวิสาหกิจนำส่งคลังและรายได้ของส่วนราชการอื่น ซึ่งนำส่งรายได้เกินเป้าหมาย ส่งผลทำให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2563 มียอดสุทธิอยู่ที่ 2,394,076 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 336,924 ล้านบาท หรือ 12.3%
จากผลการจัดเก็บรายได้ที่ลดลง ขณะที่รัฐบาลมีความจำเป็นที่ต้องเร่งอัดฉีดเงินงบประมาณรายจ่ายเข้าไปเยียวยาประชาชน และแก้ปัญหาโควิดฯ ทำให้ยอดการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากพิจารณาจากข้อมูลของกรมบัญชีกลางและสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่จัดทำโดยสำนักนโยบายการคลัง สศค. ไปรวบรวมมาจัดทำเป็นรายงานฐานะการคลังของรัฐบาล ตามระบบกระแสเงินสด เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการติดตาม ฐานะเงินสดของรัฐบาลมีการรับและจ่ายเงินจริงผ่านบัญชีเงินคงคลัง รวมทั้งใช้เป็นข้อมูลในการบริหารเงินสด และการกู้ยืมเงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล จะเห็นได้ว่าในช่วงเดือนมีนาคม และเดือนเมษายน 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร ช่วง 2 เดือนนี้ จึงเป็นช่วงที่มีการเบิกจ่ายเม็ดเงินงบประมาณมากที่สุด
เร่งอัดฉีดงบฯ เยียวยาโควิดฯ 110%
ช่วงเดือนมีนาคม 2563 ยอดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ ทั้งในปีปัจจุบันและปีก่อนรวมกันเป็นวงเงิน 473,021 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวของปีก่อน 247,830 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 110% ส่วนรายได้นำส่งคลังมีจำนวนทั้งสิ้น 174,727 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1,348 ล้านบาท หรือ 0.78% เฉพาะเดือนมีนาคม 2563 รัฐบาลกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลแค่ 17,127 ล้านบาท
รวม 6 เดือน (ตุลาคม 2562 – มีนาคม 2563) การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลของรัฐบาลมียอดสะสมอยู่ที่ 100,022 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2563 ลดลงเหลือ 191,412 ล้านบาท
[NPC5]กู้ชดเชยงบฯ ขาดดุลพุ่ง 61%
เดือนเมษายน 2563 รัฐบาลยังคงเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยเดือนนี้มียอดการเบิกจ่ายงบฯ อยู่ที่ 335,994 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 73,295 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7.90% ขณะที่รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลัง 152,441 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 20,938 ล้านบาท หรือลดลง 7.97% ทำให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 183,553 ล้านบาท รวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่ขาดดุลอีก 23,503 ล้านบาท ดุลเงินสดก่อนกู้ติดลบ 207,056 ล้านบาท ทำให้ในเดือนดังกล่าวรัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 167,998 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 161,998 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 61.67%
รวม 7 เดือน (ตุลาคม 2562 – เมษายน 2563) การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลของรัฐบาลมียอดสะสมอยู่ที่ 268,020 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนเมษายน 2563 มีจำนวน 152,354 ล้านบาท

lesphrasesde

Back to top