Home » นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์วิกฤติหนี้อียูถึงไทย

นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์วิกฤติหนี้อียูถึงไทย

นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์วิกฤติหนี้อียูถึงไทย

slotxo

วิกฤติหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นในกรีซจะลากยาวและลุกลามไปทั่วยุโรปหรือไม่ กำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก แล้วหนี้สาธารณะของประเทศไทยจะเป็นอันตราย หรือเป็นระเบิดเวลาเหมือนที่กรีซเป็นหรือไม่ เป็นประเด็นร้อนที่สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ให้ความสนใจ นำมาเป็นโจทย์ในการถกเถียงเชิงวิชาการ

xoslot

โดยจัดสัมมนาหัวข้อ “หนี้สาธารณะ: เพื่อชาติหรือระเบิดเวลา” เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา ในงานสัมมนามีนักเศรษฐศาสตร์ทั้งที่เป็นศิษย์เก่าและไม่ใช่ศิษย์เก่าขึ้นเวทีแสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย แต่ประเด็นที่เห็นตรงกันคือ ณ ปัจจุบันนี้ เศรษฐกิจไทยและปัญหาหนี้สาธารณะไม่น่าเป็นห่วง แต่ถ้าการเมืองยังไม่สงบ คาดว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เราอาจมีปัญหาเจอวิกฤตอีกครั้งก็เป็นได้ โดยเนื้อหาสาระสำคัญมีดังนี้
“ไตรรงค์” ถอดบทเรียนหนี้อียู เตือนไทยอย่าซ้ำรอย
ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “จากหนี้สาธารณะในยุโรปสู่ AEC: โจทย์ท้าทายและทางรอดของประเทศไทย” โดยระบุว่า ก่อนจะวิเคราะห์หนี้สาธารณะของไทยในอนาคต ต้องศึกษาจากต่างประเทศ
โดยสรุปวิเคราะห์ปัญหาหนี้สาธารณะในกรีซและในยุโรปหรืออียูว่า ปัญหาเกิดขึ้นและก่อตัวสะสมมาก่อนปี 2008 หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ แต่ก่อนวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งที่ประเทศเราแล้วขยายกลายเป็นวิกฤติอาเซียน ทำให้เงินออมทั้งหมดไม่มาที่อาเซียน สภาพคล่องทางการเงินไปหาทางลงทุนประเทศอื่น โดยวิ่งไปลงทุนในที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า คือประเทศในอียูกับในสหรัฐอเมริกา
ประเทศในอียู ซึ่งก่อตั้งยูโรโซนในปี 1999 มีประเทศต่างๆ ที่เข้าเป็นสมาชิกยูโรโซน 17 ประเทศ ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการอยู่ในยูโรโซน เพราะมีเยอรมัน ฝรั่งเศส ช่วยค้ำบัลลังก์ เนื่องจากมีความสามารถในการชำระคืนหนี้สูงมาก (creditability) ทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลงมากถึง 50% จากก่อนปี 1999 ประเทศต่างๆ ก่อนเข้ายูโรโซนดอกเบี้ยสูงมาก แต่พอเข้ายูโรโซน อัตราดอกเบี้ยมีเสถียรภาพและลดลง ปัญหาคือทำให้มีการกู้ยืมเงินทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
ปัญหาข้อต่อไปคือ ผู้สูงอายุในยูโรโซนมีมากขึ้น รัฐบาลดำเนินนโยบายรัฐสวัสดิการ จึงตกเป็นภาระของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลมีรายได้ไม่พอก็ต้องกู้เงินมาดูแลสวัสดิการ จึงมีการกู้ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ที่กู้มากๆ คือภาคเอกชน ทำให้เกิดปัญหาฟองสบู่
“เมื่อเกิดปัญหาฟองสบู่ ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่รวมเงินเฟ้อสูงขึ้น เพราะมูลค่าราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเมื่อคำนวณหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ทำให้อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีต่ำ เมื่ออัตรานี้อยู่ระดับต่ำทุกคนก็กู้ไปเรื่อยๆ เพราะอัตรายังต่ำ อันนี้เป็นการซ่อนปัญหาฐานะการคลังเอาไว้ เพราะดูเฉพาะตัวเลข ลืมคิดไปว่าที่จีดีพีสูงเป็นเพราะฟองสบู่ ไม่ได้โตตามธรรมชาติ ทุกคนชะล่าใจ” ดร.ไตรรงค์กล่าว
ปัญหาต่อไปคือ ขีดความสามารถในการแข่งขันของสมาชิกในยูโรโซน ยกเว้นเยอรมัน จากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดติดต่อกันมานานมาก แสดงว่าสูญเสียการแข่งขันกับชาวโลก ที่มาของรายได้ก็ไม่มีอย่างที่คาดหวัง โดยการสูญเสียความสามารถแข่งขันมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนสูงมาก และส่วนหนึ่งมาจากค่าแรงที่สูงมาก
เนื่องจากพรรคที่ปกครองในสเปนเป็นพรรคสังคมนิยม มีการเอาใจแรงงานจำนวนมาก ประเทศกรีซก็เช่นกัน อัตราค่าจ้างเพิ่มขึ้นสูง แต่อัตราค่าจ้างเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีแปลกๆ อย่างที่สเปน นอกจากอัตราค่าจ้างจะขึ้นมากมายมหาศาลแล้ว เพื่อเอาใจประชาชน เพื่อคะแนนเสียง สเปนยังออกกฎหมายเอาใจผู้ใช้แรงงานโดยมีผลประโยชน์อื่นๆ เพิ่มให้อีก เช่น รัฐบาลยังออกกฎหมายกำหนดว่า นอกจากนายจ้างจะจ่ายโบนัสตามปกติแก่คนงานในบริษัทห้างร้านต่างๆ แล้ว ต้องจ่ายเพิ่มอีก 2 เดือนเพื่อคนงานจะได้มีเงินไปพักผ่อนในช่วงวันหยุดแรงงานหนึ่งครั้ง และวันหยุดคคริสต์มาสอีกหนึ่งครั้ง เพราะฉะนั้นคนที่ทำธุรกิจที่นั่นจึงมีภาระหนัก
“กรีซก็เหมือนกัน อัตราค่าจ้างเพิ่มขึ้น 50% ในช่วงในปี 1999- 2007 แค่ 8 ปี เพิ่มขึ้นสูงมาก เป็นภาระหนัก โดยกรีซมีต้นทุนแรงงานมากสุด รองลงมาคือ สเปน โปรตุเกส อิตาลี” ดร.ไตรรงค์ระบุ
สรุปว่า จากต้นทุนเงินกู้ที่ถูกลง และความสามารถในการชำระคืนหนี้สูงมากของเยอรมัน และฝรั่งเศสที่ค้ำบัลลังก์ให้ ทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนพากันกู้เงินมาใช้จ่ายในประเทศเป็นจำนวนมาก และยังมีภาระสวัสดิการโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มากขึ้น การให้ประโยชน์กับสหภาพแรงงาน เนื่องจากพรรคการเมืองต้องการคะแนนเสียง ก็แข่งกันให้ผลประโยชน์ จนในที่สุดประเทศต่างๆ สูญเสียความสามารถแข่งขัน การส่งออกเพิ่มขึ้นในอัตราลดลง ดังนั้น เพื่อจะรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจ รัฐบาลก็ต้องทุ่มการใช้จ่าย เกิดการขาดดุลมหาศาล นี่คือเหตุผลที่ทำให้หนี้สาธารณะในอียูมากขึ้น

เครดิตฟรี

“ประเทศที่น่าจะดูเป็นตัวอย่างมากที่สุดคือกรีซ มีปัญหามากที่สุด มีหนี้สาธารณะสูงที่สุด 160% ของจีดีพี” ดร.ไตรรงค์กล่าว
ทั้งนี้ หากดูจำนวนหนี้โดยรวม ดร.ไตรรงค์ระบุว่า ประเทศที่มีหนี้มากที่สุดคือเยอรมัน รองลงมาคืออิตาลี ผรั่งเศส สเปน กรีซ และโปรตุเกส แต่นักเศรษฐศาสตร์ไม่ดูหนี้สาธารณะรวม จะดูอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ซึ่งพบว่า กรีซสูงมากที่สุด รองลงมาคืออิตาลี โปรตุเกส ฝรั่งเศส เยอรมัน และสเปน
จะเห็นว่ากรณีกรีซน่าห่วง เพราะรัฐบาลก่อหนี้มาก ค่าใช้จ่ายในปี 1999 สูงมาก คิดเป็น 44% ของรายได้ประชาชาติ พอมาปี 2010 ค่าใช้จ่ายรัฐบาลมากกว่า 50% ของรายได้ประชาชาติ ถือว่าใหญ่มาก ขณะที่ค่าใช้จ่ายของรัฐบาลไทยอยู่ที่ 18% ของรายได้ประชาชาติ
“รัฐบาลกรีซจึงใหญ่โตมาก มีการกู้เงินมาดูแลหัวคะแนน ดูแลสหภาพแรงงาน ดูแลคนแก่ และที่แปลกคือ เด็กหนุ่มสาวที่จบออกมาไม่มีใครคิดจะเป็นผู้ประกอบการเอง ไม่มีใครคิดที่จะสร้างงานตัวเอง ทุกคนเรียนหนังสือเพื่อเป็นลูกจ้างรัฐบาล จบมาเท่าไหร่รัฐบาลก็จะรับให้มากที่สุดเพื่อเอาใจ เพราะเป็นลูกหัวคะแนน ลูกของใครต่อใคร เมื่อรายได้ไม่พอก็กู้มาใช้จ่าย”

สล็อต xo

นอกจากนี้ ตอนที่กรีซเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิก รัฐบาลกู้มโหฬารเพื่อมาสร้างทุกอย่างใหญ่โต แต่ขาดทุนย่อยยับ บวกกับนโยบายหาเสียงทางการเมือง รัฐบาลเอาใจแรงงาน เอาใจใครต่อใคร ทำให้หนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากปี 2002 ที่มีหนี้สาธารณะเพียง 85% ของจีดีพี พอมาปี 2011 หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็น 160% ของจีดีพี หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 7% ของจีดีพี
“ผมทำนายว่า ในที่สุดกรีซต้องล้มละลาย ต้องผิดนัดชำระหนี้ จะต้องออกจากยูโร ถ้าออกจากยูโรก็จะลามไปสเปน อิตาลี โปรตุเกส ไอร์แลนด์ ความเชื่อมั่นในยูโรก็จะไม่มี ค่าเงินยูโรจะลดลง ถ้าเปรียบเทียบยูโรก็จะเหมือนกับประเทศไทยปี 1997 ดังนั้น เงินไหลออกจากยูโรแล้ววิ่งเข้ามาที่เอเชียก็ยังพอไหว แต่เงินบาทเราจะแข็ง ส่งออกก็จะมีปัญหา กลายเป็นว่าลามทั้งโลก เป็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” ดร.ไตรรงค์กล่าว
สำหรับประเทศไทย ดร.ไตรรงค์กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักบริหารหนี้สาธารณะได้ประมาณการว่า ในปี 2555-2559 รัฐบาลจะขาดดุลงบประมาณ 400,000 ล้านบาท 300,000 ล้านบาท 272,000 ล้านบาท 214,000 ล้านบาท และ 74,000 ล้านบาท ตามลำดับ
โดยมีสมมติฐานที่สำคัญคือ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปขยายตัวอยู่ระหว่าง 3-3.8% อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเติบโตปีละ 4-6% หรือเฉลี่ย 4.5% สำนักงบประมาณจะสามารถชำระหนี้เงินต้นที่รัฐบาลกู้ยืมมาปีละ 3.5% ของงบประมาณรายจ่าย และต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตรา 5.25% และมีข้อสมมติฐานว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 350,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนป้องกันน้ำท่วมในอนาคตระบุว่า ต้องกู้ให้หมดภายในสิ้นปี 2555 แต่ที่น่าเป็นห่วงเพราะเพิ่งกู้ไปได้เพียง 8,000 ล้านบาท
ดร.ไตรรงค์ยังแสดงความเป็นห่วงอีกว่า ถ้าเศรษฐกิจขยายตัวไม่ถึงตามที่คาดการณ์ หนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็จะสูงขึ้น และสมมติฐานที่ไม่น่าจะเป็นได้คือ โครงการจำนำข้าวรัฐบาลจะขาดทุน หากรัฐบาลจะทำโครงการจำนำข้าวอีก 2-3 ปี จะเป็นหนี้มากขึ้น และถ้ารัฐบาลมีนโยบายใช้จ่ายเงินต่างๆ หรือไปใช้ให้สถาบันการเงินของรัฐให้กู้ยืมมากขึ้น มีความเป็นไปได้ว่า ปี 2559 หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะสูงถึง 60%
[NPC5]“ถ้าหนี้สาธารณะต่อจีดีพี 60% มีคำถามว่า เราจะเป็นเหมือนประเทศกรีซหรือไม่ ไม่เป็นครับ แต่เราจะล้มไวกว่าประเทศกรีซ เพราะเราจะเหมือนอาร์เจนตินา เนื่องจากกรีซล้มช้าเพราะความสามารถในการชำระหนี้ของอียูคุ้มครองมาตลอด ถึงอยู่ได้นานถึงขนาดนี้ แต่อาร์เจนตินาหนี้สาธารณะแค่กว่า 50% ไม่ถึง 60% ไม่มีใครเชื่อว่าจะสามารถชำระหนี้ได้ ในที่สุดไม่มีใครช่วยได้ อาร์เจนตินาจึงต้องขายทุกอย่างแม้แต่ถนนเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้เพราะหนี้มหาศาล แค่เตือนกันไว้ให้ระวังกัน ถ้าไม่ระวังก็ดีกว่าไม่เตือน” ดร.ไตรรงค์กล่าว

lesphrasesde

Back to top