Home » ประมาณการหนี้สาธารณะ

ประมาณการหนี้สาธารณะ

ประมาณการหนี้สาธารณะ

slotxo

ตัวเลขที่คาดการณ์ไปข้างหน้า เพราะตัวเลขการลงทุน 2 โครงการใหญ่มีระยะเวลา 5-7 ปีในอนาคต โดยสำนักบริหารหนี้ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลังร่วมกันคาดการณ์ว่า หนี้สาธารณะจากปัจจุบันอยู่ที่ 45% ของจีดีพี และจะไปสูงสุดอยู่ที่ 50% ของจีดีพีในปี 2559
ถ้าติดตามข่าวก็จะได้ยินผู้บริหารกระทรวงการคลังบอกว่า เพดานกรอบความยั่งยืนทางการคลังอยู่ที่ 60% แต่เราพยายามบริหารจัดการไม่ให้หนี้สาธารณะเกิน 50% เพราะอย่างน้อยเราก็ยังมีกฎเกณฑ์การคลัง มีช่องที่จะเหลือไว้ในกรณีที่จะเกิดความไม่แน่นอน

xoslot

วันนี้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศผันผวน ในอีก 5-7 ปีข้างหน้ามีความไม่แน่นอน แต่อย่างน้อยเราก็มีช่องที่จะทำนโยบายการคลังที่ยังอยู่ภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลังในอีก 7 ปีข้างหน้า
ภาวิน : ตัวเลขหนี้สาธารณะที่มีการพยากรณ์ไปข้างหน้า รวมโครงการบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาท กับ โครงการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ก็ยังอยู่ในกรอบ 50% ของจีดีพี ใช่ไหม
พิสิทธิ์ : เวลาเราไปชี้แจงกรรมาธิการก็ถูกถามมากว่า ทำไมเรากู้เงิน 350,000 ล้านบาท และ 2 ล้านล้านบาท ทำไมหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มจาก 44% เป็น 50% เอง ทั้งที่หากนำเงินกู้ 350,000 ล้านบาท กับ 2 ล้านล้านบาท มารวมกันก็น่าจะประมาณ 20% ของจีดีพี แต่ทำไมกู้แล้วหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเพียง 5%
เราพยายามชี้แจงว่าได้รวมไปแล้ว โดยเราได้ประสานงานกับกระทรวงคมนาคมว่ามีแผนการการคาดการณ์เบิกจ่ายในอีก 7 ปี เป็นอย่างไร เราก็เอาแผนการเบิกจ่ายที่คมนาคม เพราะเราจะกู้ตามแผนการสำเร็จของงาน กู้ตามความต้องการใช้เงิน ซึ่งไม่ได้กู้มาทีเดียว ดังนั้นเมื่อได้แผนการใช้เงินมาเราก็มาเติมใส่ในการประมาณการว่าโครงการน้ำจะกู้เท่าไหร่ โครงการ 2 ล้านล้านบาท จะเบิกเท่าไหร่ เราจะกู้ตามนั้น
การคาดการณ์หนี้สาธารณะดังกล่าว อยู่ภายใต้สมมติฐาน คือ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ณ ราคาปัจจุบัน (Nominal GDP) จะขยายตัวปีละ 7.5% มาจากการขยายตัวเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP) 4.5% และเงินเฟ้อ 3% รวมกันเป็น 7.5%
Real GDP 4.5% เป็นเรื่องที่อัตราการขยายตัวในระยะปานกลาง เราได้คุยกับไอเอ็มเอฟ และงานศึกษาอัตราการขยายตัวตามศักยภาพของธนาคารแห่งประเทศไทย คาดว่าของไทยขยายตัวได้ประมาณ 5%
ประเด็นคือ ปัจจุบันมูลค่าจีดีพีอยู่ที่ 11 ล้านล้านบาท จากสมมติฐานที่เรามองในอนาคต ถ้า Nominal GDP จะขยายตัวได้ 7.5% รายได้ของคนไทยปีหนึ่งก็จะเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 700,000-800,000 ล้านบาท ถ้ารักษาระดับหนี้ไม่เพิ่มมากขึ้น รัฐบาลก็มีช่องที่จะกู้เงินได้อย่างน้อย 400,000 ล้านบาท เพื่อที่จะรักษาระดับหนี้ต่อจีดีพีไม่ให้เพิ่มขึ้นหรือลดลง
จะเห็นว่า มองไปข้างหน้าแต่ละปี ภายใต้โครงการต่างๆ รัฐบาลจะกู้เงินประมาณปีละ 500,000 กว่าล้านบาท ถ้าตามกรณีฐาน (baseline) ที่คาดจะเห็นว่า เรื่องที่สำคัญคือ ตราบใดที่เศรษฐกิจยังขยายตัวก็ไม่น่าห่วง

เครดิตฟรี

ภาวิน : กรอบวินัยการคลังที่กำหนดหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่เกิน 60% ไม่ใช่กฎหมาย เพราะฉะนั้นมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ แล้วมีโอกาสจะเปลี่ยนแปลงได้ยากง่ายขนาดไหน คือถึงเมื่อหนี้สาธารณะถึง 60% ของจีดีพี เราก็เปลี่ยนกรอบเพดานเป็น 70% ของจีดีพีได้ทันทีหรือไม่
พิสิทธิ์ : กรอบความยั่งยืนทางการคลังไม่ได้เป็นกฎหมาย แต่เป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในอนาคต ถ้าเราต้องกู้เงินเกินกรอบความยั่งยืน กระทรวงการคลังก็อาจต้องเสนอเรื่องเข้า ครม. เพื่อที่จะปรับเพดาน แต่ในอดีตกรอบความยั่งยืนทางการคลังจะอยู่ที่ 50% บ้าง 60% บ้าง เมื่อรัฐบาลมีแผนลงทุนระยะยาวก็เพิ่มเพดานกรอบความยั่งยืนเป็น 60% ซึ่งทำสมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว
ภาวิน : ดร.พิพัฒน์เห็นตัวเลขแล้ว คิดว่ายังมีเรื่องอะไรที่คิดว่าต้องพิจารณาเพิ่มเกี่ยวกับตัวเลขหนี้สาธารณะของประเทศไทย
พิพัฒน์ : เห็นด้วยในระดับหนึ่งว่าหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในระดับกว่า 40% เป็นระดับที่บริหารจัดการได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ประเด็นที่จะชี้ให้เห็นคือ ตัวเลขที่เรากำลังดูกันอยู่นั้นนับภาระของรัฐบาลทั้งในปัจจุบันและอนาคตโดยมองครบถ้วนหรือไม่ ขอขยายความของ ดร.พิสิทธิ์ว่าทำไมเรานิยมดูหนี้ 50-60% ต่อจีดีพี เราดูกันทำไม มีปัจจัยอะไรบ้างที่มากระทบตัวเลขตัวนี้ และเราควรวัดกันอย่างไร

กรอบการดูตัวเลขหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเป็นกรอบที่ดูกันทั่วไป คือ ดูว่าระดับหนี้ที่เรามีในปัจจุบันเมื่อเทียบกับรายได้ที่เราทำได้แต่ละปีเป็นสักกี่เปอร์เซ็นต์ หรือกี่เท่าของรายได้ที่เรามี เพราะฉะนั้น ตัวเลขจะประกอบด้วยตัวหนี้ กับตัวจีดีพี
ปัจจัยที่จะกระทบการโตของหนี้มี 2 ปัจจัยใหญ่ๆ คือ 1. ภาระการขาดดุลงบประมาณในแต่ละปี บวกกับเงินกู้ที่จะมาลงทุนอะไรก็แล้วแต่ 2. ภาระดอกเบี้ย มาจากยอดหนี้คงค้างคูณด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย เพราะฉะนั้น ทั้งสองตัวนี้ ถ้าเราควบคุมหนี้ที่เพิ่มขึ้น บวกกับต้นทุนดอกเบี้ยไม่ให้โตเกินกว่า Nominal GDP สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีก็จะไม่เพิ่มขึ้น การดูตรงนี้สำคัญมากในการวิเคราะห์ความยั่งยืนทางการคลัง
เพราะฉะนั้น มีปัจจัยที่กระทบสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี 4 ตัว เท่านั้น คือ หนี้ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลจ่าย การขาดดุลรวมไปถึงการกู้เงินการลงทุนภาครัฐด้วย และการเจริญเติบโตของ Nominal GDP
ดังนั้น ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจสามารถเจริญเติบโตได้ประมาณ 7% และต้นทุนการเงินอยู่ที่ประมาณ 4-5% เราก็ยังพอมีช่องว่างในการกู้เงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสามารถดูแลให้อยู่ในกรอบที่เราอยากจะให้เป็น
แต่มีข้อสังเกต 2 ประเด็น คือ 1. ตัวเลขหนี้สาธารณะเป็นตัวเลขที่เหมาะสมหรือไม่ในแง่การดูภาระของรัฐบาล สาเหตุที่ต้องมานั่งดูกรอบ ไม่ว่าจะเป็นหลักเกณฑ์การคลัง หรือกรอบความยั่งยืนทางการคลังในอนาคต

สล็อต xo

ประเด็นคือ เราต้องการมีกรอบเพื่อต้องการผูกมัดตัวเองว่า ไม่ใช่อยู่ดีๆ เราอยากจะใช้เงินอะไรก็กู้มาและใช้ไป ถ้าเป็นเช่นนั้น หลังๆ พอมีรัฐบาลใหม่เข้ามา ก็จะมีมาตรการใหม่เพิ่มขึ้นมา แล้วรู้สึกเหมือนว่าไม่มีต้นทุนเลย อยากจะกู้ก็กู้เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ
การมีกรอบเพื่อบังคับตัวเองให้ทำงานอยู่ภายใต้กรอบให้ได้ สมมติว่า เรามีกรอบว่าจะกู้เงินได้ไม่เกินเท่านี้ ถ้าเราจะมีมาตรการหรือโครงการใหม่ๆ เข้า หมายความว่าเราต้องไปไล่โครงการอื่นๆ ออกเพื่อเอาเงินมาใช้โครงการใหม่ หรือไม่ก็หาแหล่งรายได้ใหม่มา เพื่อบริหารจัดการโครงการใหม่ให้อยู่ภายใต้กรอบ ซึ่งความเข้าใจตรงนี้สำคัญมาก คือการพยายามให้ข้อจำกัดมีความสำคัญ เพื่อให้มีการรับรู้ถึงต้นทุน จะได้บริหารจัดการต้นทุนโครงการใหม่ ไม่เช่นนั้นก็จะกู้มาและใช้โดยไม่คิดเลย
แต่ปัญหาคือ ถ้าทุกอย่างอยู่ในงบประมาณทั้งหมด อยู่ในหนี้สาธารณะทั้งหมดก็คงไม่เป็นไร เนื่องจากเรามีกรอบค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว เพราะว่าเราจะกู้เพื่อชำระงบประมาณไม่เกิน 20% ของงบประมาณรายจ่าย หนี้ต่อจีดีพีไม่เกินเท่าไร แต่มีข้อสังเกตว่า ระยะหลังเรามีความพยายามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่จะใช้เงินที่อยู่นอกงบประมาณ เอามาใช้เพิ่มขึ้น
[NPC5]แสดงว่าต้องการจะผ่อนคลายข้อจำกัดที่เราพยายามกดตัวเองเอาไว้ เราพยายามหนีไปทางอื่น ตัวอย่างการใช้เงินนอกงบประมาณ อาทิเช่น

  1. สถาบันการเงินของรัฐ จะเห็นว่า การจำนำข้าว การอุดหนุนสินค้าเกษตร ซึ่งรัฐบาลยอมรับว่าเป็นภาระการคลังของรัฐ แต่แทนที่จะเป็นเงินงบประมาณโดยตรง กลับเป็นการใช้เงินกู้ โดยรัฐบาลกู้ส่วนหนึ่งให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) บางส่วน ธ.ก.ส. ไปกู้และใช้เงินของรัฐชำระคืน ซึ่งสุดท้ายไม่รู้เลยว่าใช้เงินเท่าไรเป็นภาระของรัฐ เป็นข้อสังเกตที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
    และปัจจุบันสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ หลายๆ แห่งโตขึ้นเรื่อยๆ ในอดีตสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเป็นประมาณ 8-10% ของระบบสถาบันการเงินทั้งหมด แต่ปัจจุบันอยู่เกือบ 30% แสดงว่ารัฐบาลเข้าไปมีบทบาททั้งในแง่ของการระดมทุน การใช้เงิน 30% ของระบบธนาคารพาณิชย์ถูกรัฐควบคุมได้ ก็เป็นขอสังเกตที่อาจต้องระมัดระวัง และทุกครั้งที่เกิดปัญหาขึ้นก็จะมีผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์ได้ อย่างเมื่อ ธ.ก.ส. มีปัญหาสภาพคล่องก็จะไปดึงเงินจากธนาคารพาณิชย์มาใช้
  2. ในแง่ของรัฐวิสาหกิจและการลงทุน ต้องยอมรับว่าการลงทุนบางอย่างมีการลงทุนของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น แอร์พอร์ทเรลลิงค์ ซึ่งใช้เงินของรัฐ และการลงทุนอื่นๆ ที่รัฐใช้ผ่านรัฐวิสาหกิจซึ่งปรากฏอยู่ในหนี้สาธารณะแล้ว แต่ยังไม่นับรวมภาระของรัฐที่ต้องอุดหนุนเพิ่มเติม หนี้ตัวนี้ป็นหนี้ที่ไปกู้มาจริงๆ แต่ไม่ได้บอกว่า ถ้ารัฐวิสาหกิจนั้นๆ ขาดทุนเพิ่มเติม ถ้ารัฐบาลต้องเข้าไปอุดหนุนเพิ่ม จะมีภาระอีกเท่าไร ตัวนี้ยังไม่ได้ถูกนับรวม
  3. หนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งรัฐบาลท้องถิ่นมีความสามารถที่จะกู้มาได้ และมีความสามารถที่จะใช้ได้บ้าง แต่ตัวเลขตัวนี้ยังเป็นความท้าทายด้านการคลังในการตรวจดูว่า ภาระท้องถิ่นไปกู้เป็นเท่าไร เพราะว่าการควบคุมและการบริหารจัดการอยู่คนละกระทรวงกัน
    ตัวสุดท้ายคือ กองทุนนอกงบประมาณทั้งหลาย ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ และมีฐานะต่างกันไป เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนน้ำมัน กองทุนหมู่บ้าน กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ฯลฯ เป็นกองทุนที่สถานการณ์ต่างกัน ความจำเป็นที่รัฐจะต้องอุดหนุนต่างกัน แต่สุดท้ายแล้วเป็นภาระที่รัฐอาจจะต้องรับไปในปัจจุบัน

lesphrasesde

Back to top