Home » หนี้สาธารณะ: ระเบิดเวลาหรือยากระตุ้นเศรษฐกิจ?

หนี้สาธารณะ: ระเบิดเวลาหรือยากระตุ้นเศรษฐกิจ?

หนี้สาธารณะ: ระเบิดเวลาหรือยากระตุ้นเศรษฐกิจ?

slotxo

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2555 ณ ตึกอนุสรณ์ 50 ปี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักข่าวไทยพับลิก้า ได้จัดการสัมมนาวิชาการทางการเงิน : นโยบายทางเศรษฐกิจและสังคม ในหัวข้อเสวนาเรื่อง “หนี้สาธารณะ : ระเบิดเวลาหรือยากระตุ้นเศรษฐกิจ?”

xoslot

มีผู้ร่วมเสวนา คือ นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านทรัพย์สิน, ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ), ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการ สถาบันอนาคตไทยศึกษา และ ดร.วิมุต วานิชเจริญธรรม อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย ดร. สันติ ถิรพัฒน์ หัวหน้าภาควิชาการธนาคารและการเงิน และประธานหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดยเพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วน จึงนำเสนออย่างละเอียดในลักษณ์ถาม-ตอบ ดังนี้
สันติ : ผมขอเริ่มรายการจากท่านรองปลัดกระทรวงการคลังก่อน จะให้ภาพโดยทั่วไปที่เกี่ยวกับหนี้สาธารณะของประเทศไทยก่อน
จักรกฤศฏิ์ : สวัสดีครับ เป็นเกียรติอย่างยิ่งนะครับที่ได้โอกาสมาพูดถึงเรื่องหนี้สาธารณะอีกครั้ง ที่จริงผมพยายามที่จะลืมเรื่องหนี้ไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพราะจากบทบาทที่เคยดูแลเรื่องหนี้สาธารณะตั้งแต่เข้ารับราชการปี 2531 ก็จะเกี่ยวกับเรื่องการทำโครงการเงินกู้ การกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อจะใช้สำหรับการลงทุนระดมทุนภาครัฐต่างๆ ทั้งรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และก็ต้องเกี่ยวข้องกับการกู้เงินจากธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย (ADB) ธนาคารโลก จากตลาดทุนต่างประเทศทั้งหมด แล้วก็จากการพัฒนาการของตลาด
จากการที่เราต้องกู้จากต่างประเทศ จนเปลี่ยนแปลงนโยบายหลังวิกฤติมาเป็นการกู้ในประเทศ เป็นการพึ่งพาตนเอง และพึ่งพาตลาดในประเทศมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ จนมาถึงในระดับที่ถือว่าเป็นแนวหน้าในเอเชียจนถึงปัจจุบัน
การทำมาทั้งหมด เป็นการวางกรอบนโยบายเพื่อให้ประเทศสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน และก็เป็นงานที่หนักมาก หนักจริงๆ เพราะเราไม่ได้หาเงินอย่างเดียว เราต้องสนับสนุนนโยบายรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ หาเงินสู้กับตลาดทุน สู้กับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ สู้กับวิกฤติยุโรป สารพัดวิกฤติมา เราต้องสู้หมด
เพราะฉะนั้น หลังจากที่ได้มีคำสั่งว่าผมไม่ต้องทำแล้ว ไปดูทรัพย์สินแทนดีกว่า ไปดูสำนักงานคณะกรรมนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ไปดูธนารักษ์ รู้สึกเหมือนกับขึ้นสวรรค์เลย จากคนที่เคยเป็นหนี้อยู่ประมาณ 4.7–4.8 ล้านล้านบาท กลายเป็นมาดูทรัพย์สินหลายสิบล้านๆ มันก็คนละเรื่องกัน มุมมองแง่คิดในก็ต้องมีการพัฒนา
ทีนี้ จากคนที่เคยเป็นหนี้มากๆ “ความคิด” ของคนเป็นหนี้คือ ต้องลดต้นทุนอย่างเดียว บริหารสภาพคล่องให้ได้ ต้องรักษาเครดิต ต้องไม่ผิดนัดชำระหนี้ ต้องมีเรตติ้งที่ดี เดินไปไหนต้องมีคนบอกว่าอยากจะคุยด้วย ไม่ใช่คนเป็นหนี้ไปไหนแล้วคนเดินหนี แบบนี้แย่เลย ประเทศไทยอยู่ไม่ได้
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผ่านมาตลอดเกือบ 20 กว่าปีที่ดูแล นับว่าประเทศไทยโชคดีที่ทุกคนอยากเข้ามาหา อยากจะเอาเงินมาให้กู้ แล้วเราไม่ไปกูข้างนอกเขาก็เอามาให้กู้ข้างใน จะบอกว่าดีไหม ปัจจุบันนี้เราอยู่ในสถานะที่ค่อนข้างดี
ทีนี้ถามว่า จากหัวข้อที่เราจะคุยกันในวันนี้ หนี้สาธารณะเป็นระเบิดเวลาหรือยากระตุ้นเศรษฐกิจ จะตอบว่าเป็นระเบิดเวลาหรือยากระตุ้นเศรษฐกิจ เดี๋ยวคงต้องคุยกันในเชิงลึกอีกหน่อย

เครดิตฟรี

ณ ปัจจุบัน เรามีหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 46-47 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ถ้าเทียบกับค่าเฉลี่ยหนี้สาธารณะของโลกยัง “ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย” ถามว่าหนี้สาธารณะมากหรือน้อยดี ถ้าดูตามกราฟหนี้สาธารณะของประเทศต่างๆ (กราฟข้างบน) เราจะเห็นว่าคนที่เป็นหนี้สาธารณะมีคลุกเคล้ากันไปหมด มีทั้งประเทศที่มีการพัฒนาทางด้านประชากรที่ต่ำมากเป็นหนี้สูงมาก หรือคนที่มีการพัฒนาด้านประชากรที่ดีมาก ก็ยังเป็นหนี้สูงมาก ไปจนถึงเฉลี่ยต่ำมาก มันคลุกเคล้ากัน ไปหมดเลยบอกไม่ได้ว่าเป็นหนี้มาก ดีหรือไม่ดี
ตอนนี้ดูอย่างญี่ปุ่นหนี้ต่อ GDP เป็น 192 เปอร์เซ็นต์ สูงมากถ้าเทียบกับค่าเฉลี่ย คือต้องบวกเข้าไปอีก 4 เท่าตัว แต่ในด้านการพัฒนาของประเทศ เขาก็สามารถเดินได้ ยังเป็นประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจ ถามว่าประเทศอื่นๆ อย่างสหรัฐอเมริกา หนี้ก็เป็น 100 เปอร์เซ็นต์ ต่อ GDP แต่ก็ยังสามารถที่จะดูแลเศรษฐกิจตัวเองได้
ของประเทศไทย 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ ถามว่าเยอะหรือยัง เป็นระเบิดเวลาที่กำลังรอการระเบิดหรือปเล่า ก็ต้องมาดูปัจจัยอื่น สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นตอนนี้คือ ใน 40 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ปัจจุบันหนี้ตรงนี้อยู่ในความดูแลของใครบ้าง
เราจะเห็นว่า หนี้สาธารณะส่วนใหญ่ใน 4.9 ล้านล้านบาท เป็นหนี้ที่รัฐบาลต้อง รับผิดชอบโดยตรงอยู่ที่ 2.3 ล้านล้านบาท ที่เหลือเป็นหนี้ที่รัฐวิสาหกิจออกไปแล้ว เราการันตีอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท เป็นหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ซึ่งในอดีตเราเคยกู้ไปชดใช้ความเสียหายระบบสถาบันการเงินประมาณ 1.13 ล้านล้านบาท ที่เหลือก็จะเป็นหนี้ของสถาบันการเงินที่ค้ำประกัน เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารพัฒนารัฐวิสาหกิจ (เอสเอ็มอีแบงก์)
ในปัจจุบันนี้ ภาระหนี้ต่องบประมาณรายจ่ายของเราได้มีการพัฒนาและปรับลดลงมาค่อนข้างเยอะ หลังจากที่ได้แก้ปัญหาตัว FIDF ไปแล้ว

สล็อต xo

เมื่อถามว่า “วินัยทางการคลัง” ในอดีตที่ผ่านมาเราตั้งเอาไว้ว่า หนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่ควรจะเกิน 60 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันก็ยังอยู่ที่ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ ก็ยังถือว่าค่อนข้างอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และภาระหนี้ต่องบ ประมาณรายจ่าย บอกว่าไม่ควรเกิน 15 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันก็ลงมาอยู่ที่เพียงประมาณ 5 หรือ 6 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น ประเทศไทยยังสามารถที่จะทำอะไรเกี่ยวข้องกับหนี้สาธารณะได้อีกมาก
ผมยืนยันมาตลอดว่า หนี้สาธารณะของประเทศไทยปัจจุบันยังอยู่ในสภาวะที่ “ไม่น่าเป็นห่วง” ยังบริหารจัดการได้ ภาระหนี้ต่องบประมาณรายจ่ายไม่ได้เป็นภาระที่หนักจนรัฐบาลไม่สามารถทำอะไรได้
และเพื่อความสบายใจ อยากบอกว่า ปัจจุบันตลาดในประเทศสามารถรองรับ การระดมทุนของรัฐบาลได้อีกประมาณ 10 ปี ไม่มีปัญหา เพราะว่าปัจจุบัน ตลาดตราสารหนี้ของเราโตขึ้นมาเทียบเท่ากับตลาดตราสารทุน ตลาดเงินกู้ธนาคาร ตลาดตราสารหนี้ ตลาดตราสารทุน 3 เสาหลักนี้ ขนาดใกล้เคียงกันประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ต่อ GDP
เพราะฉะนั้น ความสามารถที่จะรองรับการลงทุนของ ภาครัฐต่อไปในอนาคตอีกสิบปีไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และการรักษาสัดส่วนหนี้ต่อ GDP เนื่องจากปัจจุบัน GDP ของเราก็ยังมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง อัตราเฉลี่ย 4-5 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ตัวหนี้สาธารณะที่ผ่านมาไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมาย เราจะมีการใช้เงินมากๆ เฉพาะการขาดดุลงบประมาณ อย่างเช่นปีที่ผ่านมา หรือปีปัจจุบันที่กำลังจะจบก็ขาดดุลแค่ 3 ล้าน ปีถัดมาก็เหลือ 2.5 หมื่นล้าน
[NPC5]ในตอนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง การขาดดุลงบประมาณจะเพิ่มขึ้นมานิดหน่อย แต่เฉลี่ยแล้วก็อยู่ที่ประมาณ 3–4 แสนล้าน เพราะกฎหมายกำหนดให้ว่าเรากู้เงินขาดดุลได้ไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่าย เพราะฉะนั้น จะมีกรอบกำหนดเอาไว้ หนี้ก็ไม่สามารถพุ่งขึ้นได้เร็วมากเนื่องจากมีข้อจำกัด เพราะฉะนั้นมองไปอีกสิบปีข้างหน้าก็ยังไม่น่าเป็นห่วง

lesphrasesde

Back to top