Home » เรื่องของหนี้สาธารณะ

เรื่องของหนี้สาธารณะ

เรื่องของหนี้สาธารณะ

slotxo

ขอต่อประเด็นที่ท่านรองปลัดฯ พูดไว้เมื่อสักครู่ว่า ผมเห็นด้วยหลายประเด็น เกือบทุกประเด็นก็ว่าได้ ประเด็นแรกก็คือ หนี้สาธารณะที่เป็นห่วงกันว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของ GDP เมื่อถึงตรงนั้นต้องเป็นห่วงไหม และ 40 เปอร์เซ็นต์ ในปัจจุบันโอเคหรือเปล่า ที่เห็นด้วยก็คือว่า จริงๆ แล้วไม่มี “magic number” ในเรื่องนี้หรอก ที่บอกว่าต้องเท่านั้นเท่านี้ถึงจะแย่ แต่ขึ้นอยู่กับอีกหลายๆ เงื่อนไขมากเลย ไม่ใช่ว่าถ้าเป็นเท่านั้นเท่านี้จะต้องกังวลใจ หรือต้องดีใจได้

xoslot

ที่เห็นด้วยอีกอย่างก็คือว่า หนี้จริงๆ ถ้าไปแตกดูให้ดี ไปดูไส้ในด้วยว่าที่พูดกันว่า 40 เปอร์เซ็นต์ หรือ 4 ล้านล้านบาท ไส้ในเป็นอย่างไร ที่ท่านรองปลัดฯ กรุณาพูดให้เราฟังว่า ส่วนไหนรัฐบาลรับภาระ ส่วนไหนรัฐบาลไม่ได้รับภาระโดยตรง อันนี้เป็นเรื่องข้อเท็จจริง อยากให้ทุกคน “ตระหนักในข้อเท็จจริงเหล่านี้” เป็นเรื่องที่เห็นด้วย
คราวนี้ เมื่อข้อเท็จจริงเป็นอย่างที่ว่า ก็อยากจะตอบโจทย์ของวันนี้ว่ามันเป็นระเบิดเวลาไหม หรือว่าจะเป็นยากระตุ้นเศรษฐกิจ ก็คงตอบได้ทั้ง 2 แบบ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการว่า ถ้าบริหารจัดการดีก็คงไม่เป็น เพราะว่าการเป็นหนี้ ที่ท่านรองฯ บอกว่าเป็นหนี้แล้วคนวิ่งเข้าหา คือเจ้าหนี้วิ่งเข้าหา ก็หมายความว่ากระบวนการกู้หนี้มันนำมาใช้ประโยชน์ได้ด้วย ถ้าไปบริหารให้เศรษฐกิจเติบโตก็จะเป็นฝั่งที่เป็นบวก ทุกอย่างมันขึ้นกับการบริหาร
ที่ผมจะมาแชร์ตรงนี้ก็คือว่า มันจะเป็นระเบิดเวลาได้ภายใต้เงื่อนไขอะไร และมันจะเป็นยากระตุ้นเศรษฐกิจได้ภายใต้เงื่อนไขอะไรบ้าง
ก่อนจะไปตรงนั้น ผมลองทำตัวเลขเล่นๆ มาดู ถ้ามองไปประมาณหกถึงเจ็ดปีข้างหน้า แนวโน้มหนี้สาธารณะตามแบบจำลองของผมจะไปในทางเพิ่มขึ้น แต่ข้อที่น่าสบายใจคือ หลังจากหนี้สูงขึ้นไปประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ก็จะลดลง แต่มันจะลงภายใต้เงื่อนไขว่าเศรษฐกิจต้องโตพอสมควร คือ 4.5 เปอร์เซ็นต์ และเงินเฟ้อประมาณ 2.5 เปอร์เซ็นต์ ถ้าไปแบบนี้ ภาพยาวจริงๆ ไม่มีปัญหา อย่างที่ท่านรองฯ ว่า เป็นสิบปีก็ไม่มีปัญหาแน่นอน
ถึงแม้ว่าระหว่างกลางอาจจะขึ้นไปนิดหน่อย และต่างกับของภาครัฐ เพราะว่ามันมีสมมติฐานหลายตัวที่ต่างออกไป อย่างเช่น การขาดทุนจำนำข้าว ที่ล่าสุดผมไม่แน่ใจว่าภาครัฐใช้เท่าไร ตอนที่โครงการออกมาแรกๆ รัฐบอกว่าขาดทุนไม่เยอะ ประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท และปรับมาเป็น 4 หมื่นล้าน แต่ตัวเลขที่ผมใช้เป็นของ อ.นิพนธ์ และ อ.อัมมาร ตัวเลขล่าสุดที่ท่านใช้คือ 1.7 แสนล้านบาท ซึ่งบอกไม่ได้ว่าใครถูกใครผิด เพราะมันยังไม่จบ
แต่ว่าประเด็นที่อยากจะดูก็คือว่า ถ้าเป็นแบบนั้น ภาพก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน และยิ่งมีนโยบายบางตัว ที่คิดว่าใช้จ่ายเงินไม่เยอะ แล้วกลายเป็นเยอะ เช่น รถคันแรก ที่ตอนออกโครงการมาเข้าใจว่าประมาณการว่าจะใช้ไม่เท่าไร แต่ตอนนี้ ก่อนสิ้น 31 ธันวาคมนี้น่าจะเกินล้านคันค่อนข้างแน่นอน ซึ่งใช้เงินคืนภาษีเกือบแสนล้านบาท
แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะเป็นเรื่องครั้งเดียว ยกเว้นว่ารัฐบาลจะทำแบบนี้ทุกๆ ปี นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเป็นประชานิยมอย่างยั่งยืน ประเทศชาติก็จะไม่ยั่งยืน ก็จะมีประเด็นว่าประชานิยมต้องหยุดได้ ซึ่งแบบจำลองที่ผมทำก็เป็นไปในแนวทางว่าจะหยุด มีตัวเดียวที่จะไปเรื่อยๆ คือ จำนำข้าว แต่ตัวอื่นก็ทำเกือบจะเป็นครั้งเดียว เช่น รถคันแรก ที่เข้ามาและก็หยุดไป

เครดิตฟรี

เพราะฉะนั้น ที่จะน่ากลัว ถ้าดูจากข้างบน ผมมีให้ดูอยู่ 3 แท่ง ที่ผมพูดตอนแรกคือแท่งแรกสุดที่เป็นแท่งสีเขียวอ่อน ว่าภาพแสดงแนวโน้มขึ้นไปแล้วก็ลง ที่น่าห่วงก็คือแท่งที่ 2 และแท่งที่ 3
แท่งที่ 2 ก็คือ กรณีที่อัตราการขยายตัวเป็นภาวะปกติประมาณ 4.5 เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเกิดมีการทำประชานิยมมากขึ้น ตัวอย่างที่ผมยกมา เช่น ปริมาณที่เพิ่มขึ้นเท่ากับจำนำข้าวอีก 1 โครงการ ประมาณแสนกว่าล้าน มันก็จะขึ้นไป แต่จะเห็นว่าหนี้ยังไม่เพิ่มมากนักตราบใดที่ GDP ยังดูแลได้ คือ GDP 4.5 เปอร์เซ็นต์ ก็ดูแลได้แล้ว ทำให้ภาพระยะยาวไปในทางค่อนข้างไม่มีปัญหา ถึงแม้ว่าระยะกลางๆ จะไม่ดีนัก
ที่น่าเป็นห่วงคือแท่งสีม่วง หรือแท่งสุดท้าย คือ GDP ต่ำ อยู่ที่ 3.5 เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ “มีความน่าจะเป็นสูงมาก” ที่จะทำให้หนี้สาธารณะขึ้นเยอะ และไม่ลงด้วย ซึ่งจีดีพีโต 3.5 เปอร์เซ็นต์ กับ 4.5 เปอร์เซ็นต์ และ 5 เปอร์เซ็นต์ ห่างกันไม่เยอะ เพราะฉะนั้น บทเรียนตรงนี้คือ ถึงแม้ว่าภาพจะดูเหมือนโอเคภายใต้ภาวะปกติ แต่ถ้ามันไม่ปกติ ในกรณีนี้คือ GDP หายไปแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ หรือ 1.5 เปอร์เซ็นต์ ภาพเป็นคนละเรื่องเลย คือจากที่เป็น positive เป็นยากระตุ้นเศรษฐกิจ กลายเป็นระเบิดเวลาได้ทันที ต่างกันแค่ระดับนั้นเอง

สล็อต xo

ดังนั้น ข้อสมมติคือว่ามันมี “ความเสี่ยงซ่อน” อยู่ เพราะเราไม่รู้เลยว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจอีกหรือเปล่า หรือวิกฤติที่เป็นอยู่ทุกวันนี้จะหลุดพ้นเมื่อไหร่ อย่างไร หลุดพ้นในรูปแบบไหน เพราะความเสี่ยงเรื่อง GDP ต่ำก็ยังมีอยู่ ถึงแม้ว่าเราจะไม่อยากให้มันเกิดขึ้น อันนี้เป็นข้อความหลัก
ที่เหลือก็จะเป็นเรื่องของโครงสร้างแล้ว เรื่องของความเสี่ยงทางการคลังก็มีทั้งปัจจัยบวก ปัจจัยลบ เช่น ประเทศไทยที่มีฐานภาษีต่ำ อัตราส่วนภาษีต่อ GDP ยังอยู่ในระดับไม่สูง การที่ไม่สูงก็มีทั้งข้อดี ข้อเสีย ข้อดีก็คือ เมื่อเป็นสัดส่วนน้อยของ GDP ต่อให้คุณสร้างหนี้เพิ่มขึ้นสัก 10-20 เปอร์เซ็นต์ พอไปหารด้วย GDP มันก็จะไม่เท่าไร มันก็เหมือนกับมี “ช่องว่าง” ให้คนที่อยากจะกู้สบายใจได้ระดับหนึ่ง แต่สำหรับคนที่เฝ้ามองอยู่อย่างพวกผม ก็คงอยากเห็นการกู้ที่มีประโยชน์
และสุดท้าย ก่อนจะจบรอบแรก ผมเห็นด้วยกับท่านรองฯ ที่ว่า คงไม่สามารถชี้ได้ชัดเจนว่าหนี้ระดับที่เป็นเท่าไรแค่ไหนจึงจะเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง แต่ผมอยากให้ดูที่อัตราการเพิ่มของหนี้ต่อ GDP ถ้าอัตราการเพิ่มนี้ดูพุ่งขึ้นตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น ความเสี่ยงต่างๆ หรือมีการทำประชานิยมแรงๆ หรือทำอย่างยั่งยืน ถ้าเป็นแบบนั้นอัตราการเพิ่มมันจะสูง
[NPC5]ถ้าผมเป็นคนที่เฝ้าจับตามาจากภาคการตลาด จะมีคำถามว่า หนี้ที่ขึ้นมาทุกๆ ปีติดต่อกันเป็นเวลา 4-5 ปี จะจบเมื่อไหร่ ถึงแม้ว่าวันนี้จะไม่ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าไปเรื่อยๆ ก็ขึ้นถึง 70–80 เปอร์เซ็นต์ ได้ อาจไม่ใช่ใน 10-20 ปี แต่ผมว่าตลาดมีสิทธิตั้งคำถาม ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องของระดับหนี้อย่างเดียว อัตราการเพิ่มของหนี้ต่อ GDP ก็น่าจะจับตามอง

lesphrasesde

Back to top