Home » ThaiPublica Forum “สุมหัวคิด” หนี้สาธารณะรัฐบาลไทย โอกาส-ความเสี่ยงกับภาวะ fiscal Cliff ในอนาคต

ThaiPublica Forum “สุมหัวคิด” หนี้สาธารณะรัฐบาลไทย โอกาส-ความเสี่ยงกับภาวะ fiscal Cliff ในอนาคต

ThaiPublica Forum “สุมหัวคิด” หนี้สาธารณะรัฐบาลไทย โอกาส-ความเสี่ยงกับภาวะ fiscal Cliff ในอนาคต

slotxo

สำนักข่าวไทยพับลิก้า จัดเสนวนา ThaiPublica Forum ครั้งที่ 6 ในหัวข้อ “สุมหัวคิด… Fiscal cliff หนี้รัฐบาลไทย!” เมื่อวันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม 2556 ณ KTC POP อาคาร UBCII มีวิทยากรได้แก่ ดร.วิรไท สันติประภพ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และที่ปรึกษาสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ดร. พิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการ ส่วนการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ รองคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) ดำเนินรายการโดย ดร.ภาวิน ศิริประภานุกูล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

xoslot

การเสวนาครั้งนี้เพื่อร่วมกันคิดว่า หนี้สาธารณะของรัฐบาลไทยในปัจจุบันมีความเสี่ยงอะไรที่ต้องระวัง ในอนาคตมีโอกาสเผชิญ “หน้าผาการคลัง” หรือไม่อย่างไร และในเชิงนโยบายแล้วต้องปฏิรูปด้านใดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติการคลัง
รายละเอียดจากวงเสวนามีดังนี้
ภาวิน : วันนี้เรามาสุมหัวคิดกัน ก็ขอเริ่มโดยให้ ดร.พิสิทธิ์เล่าสถานการณ์ หนี้รัฐบาลไทยเป็นอย่างไร
พิสิทธิ์ : สิ่งที่ผมจะพูดเป็นเรื่องสถานะปัจจุบันและคาดการณ์ในอนาคตตามมุมมองของกระทรวงการคลัง และอีกประเด็นหนึ่งจะพูดเรื่องหลักเกณฑ์ทางการคลัง เพราะว่าการจะนำไปสู่ Fiscal cliff ในอนาคตหรือไม่นั้น หลักเกณฑ์ทางการคลังที่ดีจะมีส่วนที่จะช่วยการดูแลวินัยการคลัง โดยจะพูดสถานะปัจจุบันของหลักเกณฑ์ทางการคลังว่ามีอะไรบ้าง และพูดเรื่องสถานะการเงินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เป็นเรื่องหนึ่งที่หลายฝ่ายติดตามและเป็นห่วงอยู่ว่าฐานะเป็นอย่างไร ซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายการคลังด้วย สุดท้ายจะเป็นเรื่องประมาณการหนี้สาธารณะในอนาคตว่ากระทรวงการคลังมองเรื่องนี้อย่างไร
สถานะหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันจะมีปัญหาในอนาคตการคลังหรือไม่ หากดูในปัจจุบันหนี้สาธารณะเราไม่สูงมากอยู่ในระดับที่ดี คืออยู่ที่ประมาณ 44% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) แต่ถ้ามองหนี้สาธารณะสุทธิต้องหักทรัพย์สินทางการเงินที่รัฐถืออยู่ที่มีสภาพคล่องมากที่สุดคือ เงินคงคลังซึ่งปัจจุบันมีอยู่ระดับสูงประมาณ 400,000 ล้านบาท หรือประมาณ 4% ของจีดีพี เพราะฉะนั้น ถ้าหนี้สาธารณะสุทธิจะอยู่ประมาณ 40%
ส่วนหนี้สาธารณะประกอบด้วย หนี้ของรัฐวิสาหกิจมีสัดส่วนประมาณ 10% ซึ่งสามารถบริหารจัดการเองได้ประมาณ 10% และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งตัวนี้ไม่เป็นภาระของงบประมาณแล้ว
จะเห็นว่า หนี้สาธารณะที่เป็นภาระของงบประมาณจริงๆ ณ ตอนนี้อยู่ประมาณ 20% ของจีดีพี นี่คือภาพปัจจุบันของด้านการคลังซึ่งถือว่ามั่นคง

เครดิตฟรี

ทั้งนี้ นิยามหนี้สาธารณะประกอบด้วยหนี้รัฐบาลประมาณ 30% ของจีดีพี (ในส่วนนี้มีหนี้กองทุนกองทุนฟื้นฟูฯ อยู่ในนี้ด้วย) หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงินประมาณ 9.3% ของจีดีพี และหนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกันประมาณ 500,000 ล้านบาท หรือประมาณ 4.26% ของจีดีพี ส่วนนี้มีหนี้ของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกอยู่ด้วยประมาณ 57,000 ล้านบาท
จะเห็นว่า ปัจจุบันการรายงานสถานะหนี้สาธารณะพยายามรวมตัวเลขต่างๆ ที่จะให้ครอบคลุมภาระหนี้ของภาครัฐให้มากที่สุด
ขณะที่โครงสร้างหนี้ปัจจุบัน มองในมิติหนี้ในประเทศ หนี้ต่างประเทศ ปัจจุบันไทยมีหนี้สาธารณะทั้งหมด 5.1 ล้านล้านบาท คิดเป็น 44% ของจีดีพี โดยตัวเลขประมาณ 93% เป็นหนี้ในประเทศที่กู้ยืมเป็นเงินบาท ก็จะไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนต่างประเทศ
ทั้งนี้ หนี้ต่างประเทศของไทยมีจำกัดแค่ 6.5% เท่านั้น และดูแผนการกู้เงินของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการบริหารจัดการน้ำ และกู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท เม็ดเงินส่วนใหญ่เป็นการระดมทุนในประเทศ เพราะฉะนั้นจะยังรักษาระดับหนี้ในประเทศในสัดส่วนที่สูง ก็จะช่วยรักษาเสถียรภาพการคลังได้ระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ เมื่อดูอายุหนี้จะเห็นว่า 97% ของหนี้สาธารณะ 5.1 ล้านล้านบาท เป็นหนี้ระยะยาวอายุเกิน 1 ปี
สรุปโครงสร้างหนี้สาธารณะของไทยปัจจุบัน เกิน 95% เป็นหนี้ในประเทศและเป็นหนี้ระยะยาว

ขณะที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจซึ่งกำลังเป็นจุดสนใจ ณ ปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ดูจากตัวเลขที่เราติดตามได้แก่ตัวเลขเอ็นพีแอล (หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้) อยู่ที่ 5.1% ถือว่าพอใจได้ ดังนั้น สถาบันการเงินเฉพาะกิจในภาพรวมถือว่าใช้ได้ อาจมีบางแห่งมีปัญหาเชิงนโยบายที่กระทรวงการคลังจะบริหารจัดการต่อไป ส่วนกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงล่าสุด ณ มี.ค. 2556 อยู่ที่ 10% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้ 8.5%
เพราะฉะนั้น ในภาพรวมสถานะการเงินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจก็ถือว่าพอใช้ได้
ส่วนวันนี้ที่เรามาชวนคุย fiscal cilff หรือ “หน้าผาทางการคลัง” ว่ามีโอกาสจะเกิดขึ้นหรือไม่ ผมขอเริ่มต้นว่าปัจจุบันเรามีหลักเกณฑ์ทางการคลังที่เขียนในกฎหมาย กำหนดกรอบการกู้ยืมเงินของรัฐบาลไว้ว่า กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณกู้ได้ไม่เกิน 20% ของกรอบวงเงินงบประมาณ บวกอีก 80% ของชำระคืนต้นเงินกู้ และมี 20% เพื่อค้ำประกันให้กู้ต่อเป็นเงินบาท ในส่วนนี้การจำนำข้าวก็ใช้ในกรอบวงเงินนี้อยู่ จะเห็นว่า การทำนโยบายการคลังต่างๆ ก็อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ทางการคลัง

สล็อต xo

ส่วนการกู้เงินตราต่างประเทศ กรอบกฎหมายให้กู้ได้ไม่เกิน 10% ของกรอบวงเงินงบประมาณ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แต่วงเงินนี้ปัจจุบันรัฐบาลไม่ค่อยใช้เงินกู้ต่างประเทศ
จากหลักเกณฑ์ทางการคลัง ทำให้ในแต่ละปีเรามีข้อจำกัดทางการคลังเรื่องของการกู้เงิน อย่างปี 2556 วงเงินงบประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท ถ้าคำนวณจะพบว่า เพดานการกู้ชดเชยเพื่อขาดดุลงบประมาณมีกรอบวงเงินเกือบ 500,000 ล้านบาท วงที่รัฐบาลทำนโยบายขาดดุลมีประมาณ 300,000 ล้านบาท เราก็จะเห็นในส่วนของตัวเลขต่างๆ ว่าเราใช้นโยบายการคลังภายใต้หลักเกณฑ์อะไรบ้าง (ดูภาพประกอบข้างบน)
ในส่วนรัฐวิสาหกิจ และสถาบันการเงินของรัฐ มีหลักเกณฑ์ที่กำหนดว่ากระทรวงการคลังจะค้ำประกันหรือให้กู้ต่อกับรัฐวิสาหกิจหรือสถาบันการเงิน กรณีรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถานะเป็นบริษัทจำกัด บริษัทมหาชน ค้ำประกันได้ไม่เกิน 3 เท่าของเงินกองทุนรัฐวิสาหกิจนั้น แต่ถ้าเป็นสถาบันการเงินของรัฐให้ค้ำประกันได้ไม่เกิน 6 เท่าของเงินกองทุนสถาบันการเงินของภาครัฐนั้น
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังพยายามใช้หลักเกณฑ์ของสากล เช่น เกณฑ์ของอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง 8.5% เกณฑ์สินทรัพย์สภาพคล่องต่อเงินฝากไม่ต่ำกว่า 6% เหล่านี้พยายามทำตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ใช้ดูแลธนาคารพาณิชย์
ในกรอบความยั่งยืนการคลัง กำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะต้องไม่เกิน 60% ของจีดีพี จะเป็นหลักเกณฑ์ที่เราพยายามดูแล และภาระหนี้ต่องบประมาณต้องไม่เกิน 15%
[NPC5]สุดท้าย เรื่องของประมาณการหนี้สาธารณะ เป็นภาพที่รัฐบาลวางแผนการกู้เงินในอนาคต ซึ่งจะมีโครงการบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาท และเรื่องของกู้เงินพัฒนาระบบโลจิสติกส์และระบบขนส่งอีก 2 ล้านล้านบาท เป็นตัวเลขที่เราคาดการณ์ในอนาคต 5-7 ปี กระทรวงการคลังมองภาพว่า ณ ปัจจุบันหนี้เราอยู่ประมาณ 45% ของจีดีพี เราจะไปข้างหน้า หนี้สาธารณะจะไปอยู่ที่เท่าไหร่

lesphrasesde

Back to top