Home » เว็บเทรด Bitcoin สัญชาติไทย Satang Pro ประกาศลิสต์เหรียญ Polkadot (DOT) เอาใจนักเทรด

เว็บเทรด Bitcoin สัญชาติไทย Satang Pro ประกาศลิสต์เหรียญ Polkadot (DOT) เอาใจนักเทรด

เว็บเทรด Bitcoin สัญชาติไทย Satang Pro ประกาศลิสต์เหรียญ Polkadot (DOT) เอาใจนักเทรด

เครดิตฟรี

ดูเหมือนว่าเหรียญ Polkadot (DOT) นั้นกำลังเริ่มจะได้รับความนิยมมากขึ้นแล้วในขณะนี้ท่ามกลางนักหมู่นักลงทุนคริปโตชาวไทย โดยล่าสุดนั้นเว็บกระดานเทรด Bitcoin ชั้นนำในไทยอย่าง Satang Pro ได้ประกาศลิสต์เหรียญดังกล่าวแล้ว

สล็อต

โดยอ้างอิงจาก blog ของทาง Satang ที่ได้มีการโพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับการลิสต์เหรียญดังกล่าวไว้เมื่อ 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา พวกเขาได้มีการออกมาประกาศถึงแผนการในการลิสต์เหรียญดังกล่าวที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 สิงหาคมที่จะถึงนี้ โดยส่วนหนึ่งของการประกาศกล่าวว่า
“ผ่านไปแล้วสำหรับ Redenomination plan ทราบว่าหลายๆ ท่านคงตื่นตาตื่นใจไม่ใช่น้อย เพราะว่างานนี้ Polkadot (DOT) ได้ เพิ่มจำนวนเหรียญทั้งหมด จากเดิม 10 ล้าน เป็น 1 พันล้านโทเคน ทำให้ผู้ที่ถือเหรียญ Polkadot ได้รับเหรียญเพิ่ม 100 เท่า คืนนี้ (แต่ราคาเหรียญก็จะลดลง 100 เท่าเช่นกัน) ด้วยเหตุนี้ Satang จึงเตรียม เปิดให้ฝาก/ถอน Polkadot (DOT) ได้ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2563 นี้ เป็นต้นไป และพร้อมเทรดได้ในเร็วๆ นี้”
ปัจจุบันเหรียญ DOT นั้นมีราคาอยู่ที่ 2.95 ดอลลาร์ โดยได้มีการทำ redenomination ไปแล้วที่เวลาบล็อกประมาณ 1,248,328 ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ซึ่งนั่นหมายความว่าจะมีการลดจำนวนทศนิยมลงถึง 100x ส่งผลทำให้เหรียญ DOT ที่คุณถืออยู่มีจำนวน balance ที่แสดงอยู่มากกว่า 100 เท่า ในขณะที่ราคาต่อ DOT นั้นก็จะน้อยกว่า 100 เท่าอีกด้วย
ก่อนหน้านี้ทางสยามบล็อกเชนได้รายงานไปแล้วว่าทาง Satang Pro ได้ออกมาประกาศลดค่าธรรมเนียมอย่างหนักมากในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีจุดประสงค์เพื่อเอาใจนักเทรดคริปโตในประเทศไทย
โดยการปรับลดค่าธรรมเนียมในครั้งนี้ทำให้ Satang กลายเป็นเว็ปเทรดในไทยที่มีค่าธรรมเนียมถูกที่สุดและผู้ใช้ไม่ต้องกังวลในเรื่องของ VAT อีกด้วย ซึ่งจะมีผลนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป (วันที่ 16/7/2563)
เว็บ Satang Pro นั้นถูกก่อตั้งขึ้นมาโดยนายปรมินทร์ อินโสม ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งคนเดียวกับเหรียญ Zcoin ที่ปัจจุบันมีมูลค่าอยู่ที่ 6.49 ดอลลาร์ มีมูลค่าตลาดที่ 71 ล้านดอลลาร์ และอยู่อันดับที่ 126 ของโลก
นาง Cathie Wood ผู้ก่อตั้งบริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์ระดับโลก ARK Invest กล่าวว่า เธอสังเกตเริ่มถึงเห็นความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางจะหันมาเก็บสะสม Bitcoin และสินทรัพย์ crypto ตัวอื่น ๆ แทนเงินสด
โดยในพอดคาสต์ตอนล่าสุด ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ระดับโลกกล่าวว่า ภาวะเงินฝืดกำลังจะย่างกรายเข้ามาสู่ตลาดโลกแล้ว เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคได้เปลี่ยนจากสินค้าไปสู่บริการ
“เรากำลังคิดว่ามันเป็นไปได้ที่เราจะเห็นภาวะเงินฝืดก่อนภาวะเงินเฟ้อ ฉันรู้ว่าคนส่วนใหญ่คิดว่ามันบ้าไปแล้ว แต่ตอนนี้เราได้เห็นราคาสินค้าโภคภัณฑ์บางส่วนเริ่มเปลี่ยนไปเป็นบริการแล้ว ดังนั้นฉันคิดว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะมีมูลค่าลดลงอย่างมากในปีหน้านี้”
ด้วยราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง เนื่องจากธุรกิจต่าง ๆ พยายามกำจัดอุปทานส่วนเกินออกไป Wood คาดการณ์ว่าตลาดที่เกิดใหม่จะได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยเธอกล่าวว่าผลกระทบของภาวะเงินฝืดจะตกอยู่ในสกุลเงินเฟียต ซึ่งจะผลักดันให้ธนาคารกลางแสวงหาที่หลบภัยใน Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ
“ฉันคิดว่าหากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ร่วงลดลง สกุลเงินเฟียตที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันจะตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน เมื่อประชากรเปลี่ยนไปใช้ Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลตัวอื่น ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นฉันจะไม่แปลกใจเลย ถ้าหากธนาคารกลางในตลาดที่เพิ่งเกิดใหม่เหล่านี้จะเริ่มหันมาเก็บสะสม Bitcoin และสกุลเงินอื่น ๆ หากพวกเขารู้ว่าสกุลเงินของพวกเขากำลังจะมีมูลค่าลดลง”
ในระหว่างการประชุมครั้งที่ 279 ของคณะกรรมการนโยบายการเงินในอาบูจา ผู้ว่าการธนาคารกลางของไนจีเรียนาย Godwin Emefiele ได้กล่าวให้คำมั่นสัญญาว่า สกุลเงินดิจิทัลเช่น Bitcoin (BTC) จะถูกต้องตามกฎหมายในประเทศ สำนักข่าว Business Insider กล่าวในรายงานเมื่อวันพุธ
แม้ว่า Emefiele จะไม่ได้กล่าวถึงการตัดสินใจที่จะยกเลิกการสั่งห้ามสถาบัน CBN จากการซื้อและขายคริปโต แต่เขาตั้งข้อสังเกตว่า ธนาคารกลางไนจีเรียได้ดำเนินการตรวจสอบอุตสาหกรรมแห่งนี้แล้ว :

สล็อตออนไลน์

“เรามีความมุ่งมั่นอย่างมากใน CBN และผมรับรองได้ว่าสกุลเงินดิจิทัลจะเริ่มมีชีวิตอีกครั้งในไนจีเรีย”
Emefiele ยังกล่าวอีกด้วยว่า รัฐบาลไนจีเรียจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้คริปโตเพื่อสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย เนื่องจาก “เราพบว่าคนของเราส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในสกุลเงินดิจิทัลแบบผิดกฏหมาย และนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย” เขากล่าว
นอกจากนี้นายธนาคารยังได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการปรับฐานราคาครั้งใหญ่ของตลาด crypto เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากการตัดสินใจของ Elon Musk CEO ของ Tesla ในการยุติรับการชำระเงินด้วย Bitcoin
รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่า ไนจีเรียเป็นประเทศที่มีวอลุ่มการซื้อขาย Bitcoin มากที่สุดในแอฟริกาในเดือนสิงหาคม 2020 และกลายเป็นหนึ่งในตลาดคริปโตที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ซึ่งเป็นอันดับสองรองจากสหรัฐอเมริกาในแง่ของวอลุ่มการซื้อขาย ณ เดือนธันวาคม อ้างอิงข้อมูลจากตลาด Bitcoin P2P Paxful
เข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 แล้วที่ราคาของสกุลเงินดิจิทัลเบอร์หนึ่งของโลกอย่าง Bitcoin มีการเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ $40,000 ซึ่งครั้งล่าสุดที่ราคาของ Bitcoin เคลื่อนไหวในระดับราคานี้ ต้องย้อนกลับไปในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์กันเลยทีเดียว
โดยปัจจุบันราคาของเหรียญ Bitcoin มีการซื้อขายกันอยู่ที่ประมาณ $38,000 ร่วงลงจากจุดสูงสุดตลอดกาลเดิมที่ระดับ $64,000 ในช่วงกลางเดือนเมษายนมาแล้วกว่า 40% ทำให้เหล่านักเทรดต่างพากันวิตก บ้างก็ปิดตาไม่รับรู้อะไร บ้างก็ Panic Sell กลัวว่านี่อาจจะเป็นจุดจบเสียแล้ว
ในวันนี้ทาง Siam Blockchain จะพาไปสำรวจ 4 เหตุผลที่อาจส่งผลให้ตลาดคริปโตกลับมาสดใสอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดของตลาดรวมไปถึงนักเทรดคริปโต
กองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก “BlackRock” เริ่มศึกษาคริปโตแล้ว
ในปีนี้เราเริ่มเห็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากนักลงทุนสถาบันและบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกกระโดดเข้าสู่ตลาดคริปโตกันมาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น Grayscale, กองทุน Ark หรือบริษัท Tesla ก็ตาม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเม็ดเงินเหล่านี้มีส่วนช่วยให้ตลาดคริปโตเติบโตเป็นอย่างมาก

jumboslot

ล่าสุดบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง BlackRock ที่บริหารเงินลงทุนอยู่ราว ๆ 9 ล้านล้านดอลลาร์ ได้เริ่มเปิดใจศึกษาคริปโตแล้ว โดย Larry Fink ผู้บริหารระดับสูงของ BlackRock กล่าวว่า
“ทางบริษัทของเรากำลังศึกษาการลงทุนในโลกของ Cryptocurrency ว่ามันจะมาเป็นสินทรัพย์ในกองทุนได้หรือไม่ ถึงแม้ว่ามันจะมีความผันผวนสูงมากก็ตาม”
อย่างไรก็ตามยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ BlackRock ต้องประเมินอย่างถี่ถ้วนไม่ว่าจะเป็นข้อกฎหมาย ความผันผวนของราคา รวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานและการใช้งาน แต่นี่ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีที่จะมีผู้เล่นยักษ์ใหญ่ระดับโลกเข้ามายังตลาดคริปโตเพิ่มมากขึ้น
ก็ต้องรอติดตามกันต่อว่าจะมีประกาศความคืบหน้าจากทาง BlackRock อย่างไร ซึ่งไม่มีใครรู้ว่ากองทุนระดับโลกแห่งนี้ได้เข้าซื้อ Bitcoin ไปแล้วหรือไม่ หรือเป็นเพียงการส่งสัญญาณบางอย่าง นักลงทุนควรจับตามองอย่างไม่คลาดสายตา
บริษัท Apple รับสมัครพนักงานที่เชี่ยวชาญในตลาดคริปโตหลายตำแหน่ง
ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวอย่างหนาหูเกี่ยวกับบริษัท Apple ในการซื้อ Bitcoin ภายหลังจากที่บริษัท Tesla ได้แบ่งเงินสดมาเข้าถือครอง Bitcoin ซึ่งทำให้สาวกทั้งหลายคาดการณ์ว่าบริษัทถัดไปนั้นอาจจะเป็น Apple
อย่างไรก็ตามชาวคริปโตเนียนก็ได้ผิดหวังไปตาม ๆ กันเนื่องจากการยื่นรายงานต่อก.ล.ต.สหรัฐฯ ของ Apple นั้นไม่มีเรื่องราวของ Bitcoin อยู่แม้แต่น้อย แต่ล่าสุดบริษัทได้ประกาศรับสมัครพนักงานที่มีประสบการณ์ในตลาด Cryptocurrency มากกว่า 5 ปีขึ้นไปเพื่อมาดูแลและพัฒนาระบบการรับชำระเงิน
สิ่งนี้อาจบ่งชี้ได้ว่าบริษัท Apple กำลังก้าวเข้ามาใกล้กับตลาด Cryptocurrency มากขึ้น ซึ่งไม่ว่า Apple จะเข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดเองหรือไม่ หรือเพียงแค่ต้องการนำ Cryptocurrency มาใช้ในธุรกิจ ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าตลาดแห่งนี้ได้ดึงดูดความสนใจจากบริษัทที่มีเม็ดเงินหนาเป็นอย่างมาก
ถึงอย่างนั้น CEO ใหญ่อย่าง Tim Cook ก็ดูเหมือนจะไม่ถูกใจสกุลเงินดิจิทัลเท่าไหร่นัก โดยก่อนหน้านี้เขามีท่าทีที่ไม่สู้ดีกับคริปโต แต่เมื่อคู่แข่งอย่าง Square หรือ PayPal ได้มุ่งหน้าเข้ามามีส่วนร่วมในวงการนี้แล้ว ไม่แน่ Apple อาจจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อปรับตัวให้ทันคู่แข่ง
ARK Investment ประกาศซื้อ Bitcoin พร้อมเชื่อไม่มีใครหยุดมันได้
ในวันเดียวกันกับที่ Ray Dalio นักลงทุนชื่อดังระดับโลกประกาศว่าเขาได้ถือครอง Bitcoin แล้ว นาง Cathie Wood ผู้ก่อตั้งกองทุน ARK Invest ก็ได้กล่าวว่า
“Bitcoin นั้นได้เกิดขึ้นและเดินบนเส้นทางของตัวมันเองมาตลอด มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนมาหยุดมัน”
ซึ่งเธอมั่นใจมากว่าระบบของ Bitcoin นั้นไม่อาจถูกหยุดลงได้จากการแบนของแต่ละประเทศตามที่มีข่าวออกมาเป็นระยะ อีกทั้งเธอยังเชื่อว่ามูลค่าของ Bitcoin จะพุ่งไปสูงถึง $500,000 หากเม็ดเงินของนักลงทุนสถาบันและบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกเข้ามายังตลาดมากกว่านี้
นอกจากนี้ยังมีรายงานอีกว่า ARK Invest ของนาง Kathie ได้เข้าซื้อ Bitcoin เป็นมูลค่ากว่า 600 ล้านบาทอีกด้วย

slot

เงินล้นโลก สหรัฐฯ เตรียมงบ 6 ล้านล้านดอลลาร์ใช้จ่ายในประเทศปี 2022
รัฐบาลของ Joe Biden เตรียมเสนองบประมาณใช้จ่ายในประเทศสูงถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2022 อันเป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่มาพร้อมกับ Covid-19 ทำให้นักวิชาการคาดการณ์กันว่าเม็ดเงินมหาศาลนี้จะทำให้เกิดสภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง

lesphrasesde

Back to top