Home » วิวัฒนาการทางความคิดและหลักการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

วิวัฒนาการทางความคิดและหลักการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

วิวัฒนาการทางความคิดและหลักการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

สินทรัพย์ดิจิทัล มีทฤษฎีและหลักคิดในการลงทุนที่หลากหลายและน่าสนใจไม่แพ้กัน ถึงแม้จะเกิดขึ้นมาได้แค่หนึ่งทศวรรษก็ตาม

การลงทุนอยู่กับเรามาหลายพันปี ไม่ว่าจะเป็นหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ อนุพันธ์ทางการเงิน หรือแม้แต่ศิลปะ สินทรัพย์ทุกประเภทมักจะมีหลักคิดและหมวดการลงทุนที่เป็นระบบ มีทฤษฎีประกอบ วัดค่าได้ด้วยข้อมูล และมีวิวัฒนาการตามการเวลา ไม่ต่างจากการตีมูลค่าหุ้นด้วย P/E Ratio หรือการคำนวณราคา Options ด้วยสมการ Black-Scholes

เครดิตฟรี

บทความนี้ผมจะเขียนเกี่ยวกับหลักคิดและข้อถกเถียงที่เป็นประเด็นสำคัญในหมู่นักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลในรอบหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนเข้าใจบริบทและพัฒนาการของกระบวนการวิเคราะห์และหลักการการลงทุนในสินทรัพย์ใหม่ที่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แม้แต่ในโรงเรียนหรือตำรายังไม่มีการสอนกัน

Bitcoin Maximalism vs. Blockchain Proliferation
ตั้งแต่มีการสร้างบิทคอยน์แรกขึ้นในปี 2009 เราได้เห็นชุมชนออนไลน์เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนบิทคอยน์ในยุคแรก ซึ่งในขณะนั้น บิทคอยน์ถือเป็นเรื่องใหม่ และกลุ่มคนที่เข้ามาขุดและซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลนี้มีชื่อว่า cypherpunk หรือกลุ่มคนที่ชื่นชอบในศาสตร์การเข้ารหัส (cryptography) และรณรงค์ให้มีการใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวและลดอำนาจรัฐ โดยส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีอุดมการณ์อิสรนิยม (libertarian)

บิทคอยน์ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายปี ทั้งเจอรัฐบาลโจมตีบ้าง เจอการแข่งขันจากเหรียญอื่นบ้าง จนไปถึงการแฮกศูนย์ซื้อขายยักษ์ใหญ่ และความผันผวนของราคาบิทคอยน์ที่ร่วงหนักถึง 90% จากยอด คนกลุ่มนี้มีสิ่งเดียวที่เหมือนกัน คือเห็นถึงความยืนยงของบิทคอยน์ ที่ไม่ว่าจะเจออะไร ก็ไม่มีใครสามารถหยุดมันได้

สล็อต

Bitcoin 4.0
คนกลุ่มนี้จึงลงทุนในบิทคอยน์เท่านั้น เพราะเห็นสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นอีกนับไม่ถ้วนหมดค่าไป จึงชอบทยอยนำเงินสดไปซื้อบิทคอยน์อย่างสม่ำเสมอ หรือการทำ Dollar Cost Averaging (DCA) นั่นเอง ความศรัทธาอันแรงกล้านี้จึงก่อให้เกิดลัทธิ Bitcoin Maximalism ขึ้น

บิทคอยน์ครองตลาดอยู่นาน และเลือกที่จะเป็นแค่หน่วยมูลค่าดิจิทัล จึงไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้งานบล็อกเชนในอุตสาหกรรมอื่นได้ นักพัฒนาซอฟต์แวร์บางกลุ่มเลยแยกตัวออกมาสร้างบล็อกเชนใหม่ที่ได้รับการตอบรับดีอย่างอีเธอเรียม (Ethereum) ขึ้นมา ในปี 2017 ได้เกิดการระดมทุนผ่านการออกโทเคนดิจิทัล หรือที่เรียกกันว่า Initial Coin Offering (ICO) และปัจจุบันมีผู้ใช้งานสัญญาอัจฉริยะบนอีเธอเรียมอย่างล้นหลาม

สล็อตออนไลน์

อ้างอิงข้อมูลจาก Messari และ CoinMetrics การชำระมูลค่าสินทรัพย์บนอีเธอเรียมได้แซงหน้าบิทคอยน์ไปแล้วในเดือนกรกฎาคมปี 2020 โดยการชำระมูลค่าต่อวันบนอีเธอเรียมอยู่ที่ประมาณ 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และของบิทคอยน์อยู่ที่ประมาณ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Bitcoin Maximalist ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ดี อีเธอเรียมยังเป็นระบบใหม่ และยังมีปัญหามากมายที่ต้องแก้ไขก่อนที่จะสามารถทำตัวเป็นคอมพิวเตอร์สาธารณะให้กับโลกได้ เช่น เรื่องการเพิ่มศักยภาพในการประมวลผล (scalability) ความเร็วในการทำธุรกรรม (speed) หรือแม้กระทั่งระบบรักษาความเป็นส่วนตัว (privacy)

การสร้างบล็อกเชนใหม่เพื่อรองรับธุรกรรมผ่านสัญญาอัจฉริยะทำให้เกิดการแข่งขันสร้างโครงสร้างพื้นฐานขึ้น ซึ่งในวงการเรียกว่า Layer 1 Infrastructure และนอกจากอีเธอเรียมแล้ว ยังมีคู่แข่งขันที่ได้รับเงินทุนจากนักลงทุนมากมายหลายสิบบริษัท วันนี้เราได้เห็นการแข่งขันแย่งชิงความเป็นผู้นำด้านแพลตฟอร์มสัญญาอัจฉริยะ และผู้ท้าชิงอย่าง Cardano EOS และ Tezos ล้วนมีมูลค่าทางตลาดสูงกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งสิ้น ในอนาคตเราอาจได้เห็นโลกที่มีหลายบล็อกเชนทำงานร่วมกันอย่างกลมเกลียวข้ามอุตสาหกรรม โดยแต่ละบล็อกเชนสามารถดึงจุดแข็งของตัวเองเพื่อตอบโจทย์เฉพาะทางของอุตสาหกรรมนั้น ๆ

jumboslot

Fat Protocol vs. Fat Applications
ในเดือนสิงหาคม ปี 2016 บริษัท Venture Capital (VC) ชื่อดัง Union Square Ventures แห่งสหรัฐอเมริกาได้เขียนบทความชื่อ Fat Protocols โดยนาย Joel Monegro ได้กล่าวว่าในยุคอินเทอร์เน็ต เราใช้มาตรฐานการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ (โพรโทคอล) หลายประเภท เช่น (1) HTTP ในการร้องขอและการตอบรับข้อมูลระหว่างเครื่องลูกข่ายและเครื่องแม่ข่าย (2) SMTP ในการส่งอีเมลในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และ (3) TCP/IP ในการควบคุมการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์บนอินเทอร์เน็ต

ในขณะที่โพรโทคอลเหล่านี้เป็นรากฐานให้กับอินเทอร์เน็ต ก็เริ่มมีแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นอย่าง Google Facebook Amazon Apple Netflix และอื่น ๆ อีกมากมายที่คนทั้งโลกสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ และบริษัทที่สร้างแอปพลิเคชันเหล่านี้ มีมูลค่าทางตลาดหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ

slot

กล่าวคือแอปพลิเคชันสามารถใช้โพรโทคอลอย่างเสรีในการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับบริษัท นักลงทุนจึงควรลงทุนในหุ้นบริษัทที่สร้างแอปพลิเคชันเหล่านี้แทนที่จะลงทุนในบริษัทหรือองค์กรที่สร้างโพรโทคอลสาธารณะ
การลงทุนมีความเสี่ยง นักลงทุนควรหาข้อมูลเพิ่มเติม

lesphrasesde

Back to top